ขงเบ้งได้รับการยกย่องว่าหยั่งรู้ดินฟ้า มหาสมุทร ได้รับฉายาจากบังเต็กกงว่า "ฮกหลง" หมายถึง มังกรซุ่ม หรือ มังกรหลับ รับใช้ราชวงศ์เล่าถึง 2 ชั่วอายุคน แม้เมื่อมีชีวิตอยู่ ขงเบ้ง ได้สร้างมาตรฐานคุณธรรมของการบริหารบ้านเมืองไว้อย่างมาก และเมื่อเสียชีวิต พินัยกรรมของท่าน ยังเป็นบทเรียน สั่งสอนคนรุ่นต่อ ๆ มา อย่างน่าทึ่ง
ในบรรดาเสนาบดีทั้งหลาย ในอดีตที่ผ่านมา ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ว่า ... “ขงเบ้ง” เป็นมหาเสนาบดีที่มีสติปัญญาหลักแหลม เป็นกำลังสำคัญของพระเจ้าเล่าปี่ ในการบริหารจ๊กก๊ก อันเป็นหนึ่งในก๊กทั้งสาม ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น
ประวัติของท่าน...ขงเบ้งเป็นปัญญาชนชาวนา มีเจตนาที่อุทิศตนถวายตัวให้กับเล่าปี่ เพื่อฟื้นฟูบ้านเมืองที่กำลังตกต่ำและเกิดวิกฤติ แบ่งเป็นฝักฝ่าย ขงเบ้งเลือกที่จะอยู่กับฝ่ายเล่าปี่ผู้ชูธงธรรมะต้านอำนาจทรราชโจโฉ ซึ่งเป็นรัฐบาลอยู่ในขณะนั้น
อัครมหาเสนาบดี หรือนายกรัฐมนตรีผู้มีอาญาสิทธิ์นามว่า โจโฉ มิได้บริหารประเทศ ตามพระราชประสงค์ขององค์กษัตริย์พระเจ้าเหี้ยนเต้ แต่กลับบริหารประเทศเพื่อตนเอง โดยออกระเบียบแก้กฎหมายเพื่อตัวและพวกพ้องของตัว และไม่น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรับพระราชทานกระแสรับสั่งของพระองค์ฮ่องเต้ (เอ ... คุ้น ๆ ไหมนะ ว่าเหมือนใคร)
ต่อมาขงเบ้งรู้ตัวเองว่ากำลังจะตายเมื่ออายุ 54 ปี กลางสนามรบที่ทุ่งอู่จั้ง ขงเบ้งจึงทำพินัยกรรมถึงฮ่องเต้พระเจ้าเล่าเสี้ยน เมื่อได้ฟังพินัยกรรมของขงเบ้งเมืองจีนแล้วก็นึกถึงนักการเมืองไทย โดยเฉพาะการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของนักการเมืองบ้านเรา
พินัยกรรมของขงเบ้งมีความว่า ...
“...ได้ยินมาว่า ความเป็นความตายเป็นเรื่องธรรมดาโลก ยากที่จะหลีกหนี ถวายชีวีเป็นราชพลี คือปณิธานของขุนพล ข้าพระองค์จูกัดเหลียง (ขงเบ้ง) ผู้กิ๊กก๊อกกระจอกด้วยปัญญา ถือกำเนิดเกิดมา ในขณะที่บ้านเมืองมีวิกฤติเกิดจลาจล แบ่งเป็นฝักฝ่าย ระส่ำระสาย จำต้องนำ พลกรีธาทัพเข้าปราบศัตรูแดนเหนือ กระทำการยังไม่สำเร็จ ต้องมาล้มป่วยเข้า ขั้นอุกฤษฏ์ สิ้นหวัง ชีวิตใกล้ถึงการดับสูญในวันพรุ่ง มิอาจบรรลุภารกิจที่ได้รับมอบหมาย เป็นที่โศกาอาดูรขื่นขมยิ่งนัก ขอให้พระองค์ทรงมีพระทัยสันโดษ ทมะขันติ รักใคร่ในอาณาประชาราษฎร์ บรรลุซึ่งกตัญญุตาธรรมต่อพระบรมชนก เป็นที่แซ่ซ้องสรรเสริญ อุปถัมภ์ค้ำชูนักปราชญ์ผู้สมถะ ใกล้ชิดขุนนางที่ทรงภูมิปัญญา หลีกห่างขุนนางฉ้อฉล ทุจริต รักษาขนบจารีต
เดิมข้าพระองค์มีต้นหม่อนอยู่ 800 ต้น ที่นาอยู่ 50 มู่ (ไร่จีน) ทรัพย์สินเหล่านี้เพียงพอต่อการทำกินของลูกหลาน ในขณะที่ข้าพระองค์ปฏิบัติภารกิจถวายอยู่ภายนอก ข้าวของเครื่องใช้ล้วนแต่เป็นราชการโดยแท้ ไม่เคยใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์อื่นใดโดยมิชอบ
ในวันที่ข้าพระองค์จะกราบถวายบังคมตายจาก ภายในบ้านไม่มีทรัพย์สินเงินทอง ภายนอกบ้านก็ไม่มีทรัพย์สมบัติอื่นใด อันจะเป็นการระคายเคืองต่อเบื้องพระยุคลพระบาท ซึ่งเป็นการอกตัญญูต่อแผ่นดิน”
ขงเบ้ง คงเป็นมหาเสนาบดีในอุดมคติ ซื่อสัตย์ต่อฮ่องเต้ อุทิศตนเพื่อบ้านเมือง ยึดมั่นคุณธรรม บางคนอาจคิดว่า คนดี ๆ เช่นนี้ มีอยู่จริงหรือ และมีอยู่มากมายหรือไม่ ... คำถามนี้ กลับตอบได้อย่างยากลำบาก เพราะคุณธรรม เป็นสิ่งสะท้อนสำนึก ซึ่งเป็นนามธรรม ไม่สามารถชั่ง ตวง วัด เป็นอัตราอย่างใดได้
ความทรงจำ
วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554
การพัฒนาแบบถอยหลังของประเทศไทย
การพัฒนา ของไทยในช่วง 50 ปี ที่ผ่านมา
ถ้านิยามว่า การพัฒนาคือการที่เศรษฐกิจ มั่งคั้ง มีเทคโนโลโยทันสมัย บ้านเมืองมีตึกสูงระฟ้า และประชากรมีชีวิตที่ดีสุขสบายละก็ การพัฒนาของประเทศไทยเราดูเหมือนว่าจะถดถอย ลงไปเรื่อยๆ
ประเทศไทยเริ่มเปิดประเทศรับวิทยาการ จากโลกตะวันตกครั้งแรกในสมัย พระนารายมหารราช แต่จริงๆจังๆก็คือ ในหลวง ร5 ซึ่งตรงกับช่วงที่ญี่ปุ่น เปิดประเทศในสมัย เมอิจิ พูดง่ายๆ เราพัฒนามาพร้อมกัน ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในเอเชีย ที่ไม่ตกเป็นเมืองขึ้นในยุคล่าอาณานิคม ไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่มีระบบการขนส่งแบบราง มีรถไฟ มีระบบไปรษณีย์ โทรเลข ซึ่งนับว่าพัฒนา มากกว่าประเทศ ต่างๆในเอเชียแทบทั้งสิ้น แต่เนื่องจาก โดยธรรมชาติของเผ่าพัน สยาม กับ เผ่าพันธุ์ อาทิตย์อุทัย มีความแตกต่างกันอย่างยิ่งในด้าน ระเบียบวินัย และความขยัน ทำให้ ญี่ปุ่นสามารถพัฒนาไปได้มากกว่าประเทศไทย ในช่วงก่อน สงครามโลกครั้งที่สอง พบว่า ญี่ปุ่น มีรถไฟ มีเครื่องบิน มีเรือรบ และมีเทคโนโลยีของตนเองเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่ประเทศไทย ยังมึนงง อยู่กับประชาธิปไตย ในอุดมคติอันสวยหรู หลังจากการปฏิวัติ 2475
70 ปีที่แล้ว ครั้น ญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง คนในประเทศเขามีพลังแห่งการสร้างชาติที่ยิ่งใหญ่ แต่ประเทศไทยกลับตรงกันข้าม เพราะเราไม่เคยรู้สึกถึงความพ่ายแพ้ ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้น ไม่เคยเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติ ทำให้คนไทย ไม่เกิดความรักชาติ มิหนำซ้ำยังเกิดระบบ การทุจริตในคนทุกชนชั้น ที่เป็นปัญหามาจนถึงปัจจุบัน จนกระทั้งญี่ปุ่น กลายเป็นประเทศที่มีความมั่งคั้งทางเศรษฐกิจ
ในช่วง 30 -40 ปี ที่ผ่านมา ไทยก็ถูกลด อันดับ ว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการแข่งขัน พอๆกับ เกาหลีใต้ ไทยมีรถ ตุ๊กๆ สามล้ออันเป็นเอกลักษณ์ ในขณะที่เกาหลีมี แดวู ไทยมีสินค้าอิเล็กทรอนิก คือ ธานิน เกาหลีมี ซัมซุง แต่คนไทยไม่เคยนิยมสิ่งที่คนไทยคิด สินค้าของไทยจึงต้องปิดตัวไป แต่สินค้าเกาหลี ปัจจุบันกลายเป็น บริษัทข้ามชาติขนาดยักษ์ มีรถยนต์ หลายค่าย และมีเทคโนโลยีที่พัฒนาแซงไทยไปหลายสิบปี
ในช่วง 10-20 ปี ที่ผ่านมา ไทยก็ถูกจัดให้เป็นเสือเศรษฐกิจ ตัวใหม่ เช่นเดียวกับ ไต้หวัน และ สิงคโปร์ แต่ด้วยสาเหตุเดิมๆ ที่มีมาเป็นพันธุกรรมของชาติสยาม ทำให้เราไปไม่ถึงฝัน
10 ปีที่ผ่านมา เราพัฒนาเท่าๆ กับ มาเลเซีย ก่อนที่มาเลเซีย จะแซงหน้าไป หลังจากวิกฤติต้มยำกุ้ง แต่ก็มีประเทศเกิดใหม่ อย่าง จีน และเวียดนามที่เป็น คอมมิวนิส ขึ้นแทน
5 ปี ที่ผ่านมา เวียดนามพัฒนาตามหลังเราในหลายด้าน จนกระทั้งปัจจุบัน เวียดนามสามารถพัฒนา จนแซงหน้าประเทศ ไทยไปแล้วหลายเรื่อง ประเทศเวียดนามจะมีรถไฟความเร็วสูงแบบ ชินกันเซ็น เชื่อม ระหว่าง ฮานอย และโฮจิมิน มีรถไฟใต้ดินใช้ ปลายปีหน้า มีรถไฟฟ้าmomorail ใช้ ขณะที่ไทยเรา มีรถไฟใช้มาเกือบ 100 ปี แต่ยังคงเหมือนเดิม ในขณะที่เวียดนามพัฒนามาได้แค่ 10 กว่าปีเท่านั้น
อนาคต นับจากนี้ ไทยเราจะแข่งกับ ฟิลิปปินส์ ตามด้วย กัมพูชา พม่า และต้องถูกลดขั้นไปแข่งกับประเทศ แอฟริกา ภายใน 15 ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน
คำถาม เพราะเหตุใด ประเทศที่อุดมสมบูรณ์ และน่าอยู่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก กลับมีการพัฒนาที่ถดถอยเช่นนี้ ตึกรามบ้านช่อง เทคโนโลยีอันทันสมัย ที่เห็นในกรุงเทพ ไม่ใช่ของคนไทยเลย เราซื้อเขามา ทั้งสิ้น อสังหา ทั้งหลายที่ผุดขึ้นมาจากเงินทุนต่างชาติ แทบทั้งสิ้น KFC MC Donal สิ่งพวกนี้คอยดูดเงินคนไทยไปจนหมด
อานาคต ลูกหลานของเราจะมีชีวิตอย่างไร ความผิดนี้ไม่ใช่ รัฐบาล ไม่ใช่ทักสิน ไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่เหลือง ไม่ใช่แดง ให้คนปัจจุบันเก็บไปคิดว่าลูกหลานท่านจะเป็นอย่างไร
อย่าโทษคนอื่นว่า ใครเป็นสาเหตุ ให้ไทยพัฒนาถอยหลัง คนไทยต้องมีระเบียบวินัย คนไทยต้องขยัน คนไทยต้องรักกัน อย่าโทษว่าใครทุจริต ตราบที่ตนเอง ยังลอกข้อสอบ ฝ่าไฟแดง คตโกงเล็กๆน้อย ....
ถ้านิยามว่า การพัฒนาคือการที่เศรษฐกิจ มั่งคั้ง มีเทคโนโลโยทันสมัย บ้านเมืองมีตึกสูงระฟ้า และประชากรมีชีวิตที่ดีสุขสบายละก็ การพัฒนาของประเทศไทยเราดูเหมือนว่าจะถดถอย ลงไปเรื่อยๆ
ประเทศไทยเริ่มเปิดประเทศรับวิทยาการ จากโลกตะวันตกครั้งแรกในสมัย พระนารายมหารราช แต่จริงๆจังๆก็คือ ในหลวง ร5 ซึ่งตรงกับช่วงที่ญี่ปุ่น เปิดประเทศในสมัย เมอิจิ พูดง่ายๆ เราพัฒนามาพร้อมกัน ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในเอเชีย ที่ไม่ตกเป็นเมืองขึ้นในยุคล่าอาณานิคม ไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่มีระบบการขนส่งแบบราง มีรถไฟ มีระบบไปรษณีย์ โทรเลข ซึ่งนับว่าพัฒนา มากกว่าประเทศ ต่างๆในเอเชียแทบทั้งสิ้น แต่เนื่องจาก โดยธรรมชาติของเผ่าพัน สยาม กับ เผ่าพันธุ์ อาทิตย์อุทัย มีความแตกต่างกันอย่างยิ่งในด้าน ระเบียบวินัย และความขยัน ทำให้ ญี่ปุ่นสามารถพัฒนาไปได้มากกว่าประเทศไทย ในช่วงก่อน สงครามโลกครั้งที่สอง พบว่า ญี่ปุ่น มีรถไฟ มีเครื่องบิน มีเรือรบ และมีเทคโนโลยีของตนเองเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่ประเทศไทย ยังมึนงง อยู่กับประชาธิปไตย ในอุดมคติอันสวยหรู หลังจากการปฏิวัติ 2475
70 ปีที่แล้ว ครั้น ญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง คนในประเทศเขามีพลังแห่งการสร้างชาติที่ยิ่งใหญ่ แต่ประเทศไทยกลับตรงกันข้าม เพราะเราไม่เคยรู้สึกถึงความพ่ายแพ้ ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้น ไม่เคยเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติ ทำให้คนไทย ไม่เกิดความรักชาติ มิหนำซ้ำยังเกิดระบบ การทุจริตในคนทุกชนชั้น ที่เป็นปัญหามาจนถึงปัจจุบัน จนกระทั้งญี่ปุ่น กลายเป็นประเทศที่มีความมั่งคั้งทางเศรษฐกิจ
ในช่วง 30 -40 ปี ที่ผ่านมา ไทยก็ถูกลด อันดับ ว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการแข่งขัน พอๆกับ เกาหลีใต้ ไทยมีรถ ตุ๊กๆ สามล้ออันเป็นเอกลักษณ์ ในขณะที่เกาหลีมี แดวู ไทยมีสินค้าอิเล็กทรอนิก คือ ธานิน เกาหลีมี ซัมซุง แต่คนไทยไม่เคยนิยมสิ่งที่คนไทยคิด สินค้าของไทยจึงต้องปิดตัวไป แต่สินค้าเกาหลี ปัจจุบันกลายเป็น บริษัทข้ามชาติขนาดยักษ์ มีรถยนต์ หลายค่าย และมีเทคโนโลยีที่พัฒนาแซงไทยไปหลายสิบปี
ในช่วง 10-20 ปี ที่ผ่านมา ไทยก็ถูกจัดให้เป็นเสือเศรษฐกิจ ตัวใหม่ เช่นเดียวกับ ไต้หวัน และ สิงคโปร์ แต่ด้วยสาเหตุเดิมๆ ที่มีมาเป็นพันธุกรรมของชาติสยาม ทำให้เราไปไม่ถึงฝัน
10 ปีที่ผ่านมา เราพัฒนาเท่าๆ กับ มาเลเซีย ก่อนที่มาเลเซีย จะแซงหน้าไป หลังจากวิกฤติต้มยำกุ้ง แต่ก็มีประเทศเกิดใหม่ อย่าง จีน และเวียดนามที่เป็น คอมมิวนิส ขึ้นแทน
5 ปี ที่ผ่านมา เวียดนามพัฒนาตามหลังเราในหลายด้าน จนกระทั้งปัจจุบัน เวียดนามสามารถพัฒนา จนแซงหน้าประเทศ ไทยไปแล้วหลายเรื่อง ประเทศเวียดนามจะมีรถไฟความเร็วสูงแบบ ชินกันเซ็น เชื่อม ระหว่าง ฮานอย และโฮจิมิน มีรถไฟใต้ดินใช้ ปลายปีหน้า มีรถไฟฟ้าmomorail ใช้ ขณะที่ไทยเรา มีรถไฟใช้มาเกือบ 100 ปี แต่ยังคงเหมือนเดิม ในขณะที่เวียดนามพัฒนามาได้แค่ 10 กว่าปีเท่านั้น
อนาคต นับจากนี้ ไทยเราจะแข่งกับ ฟิลิปปินส์ ตามด้วย กัมพูชา พม่า และต้องถูกลดขั้นไปแข่งกับประเทศ แอฟริกา ภายใน 15 ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน
คำถาม เพราะเหตุใด ประเทศที่อุดมสมบูรณ์ และน่าอยู่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก กลับมีการพัฒนาที่ถดถอยเช่นนี้ ตึกรามบ้านช่อง เทคโนโลยีอันทันสมัย ที่เห็นในกรุงเทพ ไม่ใช่ของคนไทยเลย เราซื้อเขามา ทั้งสิ้น อสังหา ทั้งหลายที่ผุดขึ้นมาจากเงินทุนต่างชาติ แทบทั้งสิ้น KFC MC Donal สิ่งพวกนี้คอยดูดเงินคนไทยไปจนหมด
อานาคต ลูกหลานของเราจะมีชีวิตอย่างไร ความผิดนี้ไม่ใช่ รัฐบาล ไม่ใช่ทักสิน ไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่เหลือง ไม่ใช่แดง ให้คนปัจจุบันเก็บไปคิดว่าลูกหลานท่านจะเป็นอย่างไร
อย่าโทษคนอื่นว่า ใครเป็นสาเหตุ ให้ไทยพัฒนาถอยหลัง คนไทยต้องมีระเบียบวินัย คนไทยต้องขยัน คนไทยต้องรักกัน อย่าโทษว่าใครทุจริต ตราบที่ตนเอง ยังลอกข้อสอบ ฝ่าไฟแดง คตโกงเล็กๆน้อย ....
ประวัติศาสตร์ชาวบ้าน คือ ประวัติศาสตร์ของชุมชน
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาจากระดับบนสู่ระดับล่าง ทำให้เกิดการทำลายกระบวนการเรียนรู้แบบนี้ ทำให้คนในท้องถิ่นไม่รู้จักตัวเอง”
อดีตปัจจุบัน และอนาคต เป็นมิติเวลาที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นมาของสิ่งต่าง ๆ ดังเช่น ความเป็นมาของผู้คนในชุมชนที่อาจมีความแตกต่างทางชาติพันธุ์ก็ได้ แต่เมื่อเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่เดียวกันหลายชั่วคน ก็จะเกิดสำนึกร่วมขึ้นเป็นคนในท้องถิ่นเดียวกัน การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคนกับพื้นที่จากอดีตสู่ปัจจุบัน เป็นหัวใจของการทำงานที่สำคัญของ รศ. ศรีศักร วัลลิโภดม ผู้ทรงคุณวุฒิอาวุโสและผู้เชี่ยวชาญทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยา ที่เป็นเสมือนกระจกเงาสะท้อนความเป็นตัวตนและพัฒนาการของคนในพื้นที่จากอดีตสู่ปัจจุบัน
เรื่องนี้เป็นที่โต้แย้งกันมานานแล้ว เพราะเมื่อก่อนเราศึกษาประวัติศาสตร์ในระดับประเทศโดยไม่ได้มองคนระดับท้องถิ่น กระแสของการศึกษาประวัติศาสตร์ระดับท้องถิ่นเองก็มีหลากหลายกลุ่มหลากหลายแนวคิด ผมเองก็เป็นหนึ่งทางด้านการเคลื่อนไหวในระดับท้องถิ่น หนึ่งในกลุ่มเดียวกับผมที่ศึกษาด้านนี้อย่างเป็นล่ำเป็นสันก็คือ รศ.ดร.ธิดา สาระยา
วิธีการทำงาน การค้นคว้าหาข้อมูลและหลักฐานในการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็นอย่างไรคะ
ที่จริงแล้วผมไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ ผมเป็นนักมานุษยวิทยาที่ศึกษาด้านชาติพันธุ์ (ethnography) งานการศึกษาของนักมานุษยวิทยาต่างกับนักโบราณคดีอย่างหนึ่งคือนักโบราณคดีเน้นการศึกษาอดีตที่ไกลมากในยุคประวัติศาสตร์ แต่นักมานุษยวิทยาเน้นการศึกษาด้านสังคมปัจจุบันโดยใช้คนเป็นตัวตั้ง และถ้าจะศึกษาสังคมปัจจุบันต้องย้อนกลับไปศึกษาถึงสังคมของคนที่อยู่ในท้องถิ่น ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์สังคมไม่ใช่ประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรม
ฉะนั้นวิธีการศึกษาของผมในฐานะเป็นนักมานุษยวิทยา ผมจึงมองแบบประวัติศาสตร์ท้องถิ่นว่าเป็นเรื่องคนในท้องถิ่นนั้นที่สัมพันธ์ กับพื้นที่ เน้นการศึกษาที่ต่อเนื่อง ซึ่งความเป็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นผมต้องศึกษาย้อนหลังขึ้นไปถึงบรรพบุรุษ ของพ่อแม่ปู่ย่าตายายจนถึงในระดับที่นับเรียงลำดับไม่ได้แล้วว่าคนในท้อง ถิ่นนี้เขาอยู่กันมากี่ชั่วคน การศึกษาแบบนี้ทำให้เข้าถึงคน เข้าใจคน แต่การศึกษาประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมจะแตกต่างโดยสิ้นเชิงจะมองไม่เห็นใน ระดับนี้ จะเห็นแต่สมัยที่หมดไปแล้วคือ เป็นสมัยอยุธยา สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ตอนกลาง...อะไรทำนองนั้น
ประวัติศาสตร์ที่นักมานุษยวิทยาอย่างพวกผมศึกษาอยู่เป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่ตาย เพราะคนในท้องถิ่นจะมีความสัมพันธ์ที่สืบเนื่องต่อ ๆ กันมาจากอดีตสู่ปัจจุบัน ทำให้เข้าใจปัจจุบันได้ นี่คือหัวใจของการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในความคิดของผม
ส่วนวิธีการศึกษาและเก็บข้อมูลของเราก็คือ คุณต้องลงพื้นที่ เพราะงานประวัติศาสตร์ท้องถิ่นแบบนี้ไม่ใช่งานเอกสาร เพราะชีวิตของคนในท้องถิ่นบางอย่างไม่ได้มีการเขียนบันทึกไว้ มีแต่อยู่ในความทรงจำของคนในท้องถิ่นที่เราจะได้ข้อมูลเหล่านี้จากการเข้าไปสัมภาษณ์ เข้าไปสังเกตการณ์ เข้าไปสัมผัสกับพื้นที่จริงประสบการณ์ลองผิดลองถูกกับการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
ในระยะแรก การศึกษาแบบนี้ก็มีจุดอ่อนเหมือนกันเพราะว่าเราเข้าไปในฐานะที่เป็นคนนอกทำให้เห็นความเป็นไปในท้องถิ่นได้ไม่มากเท่ากับคนในพื้นที่ ถึงแม้จะเข้าไปสัมผัสเป็นเวลานานแค่ไหนก็ตาม ดังนั้นแนวการทำงานจึงเปลี่ยนบทบาทจากเดิมเราจะนำอาจารย์และนักศึกษาลงพื้นที่ไปสัมภาษณ์ ไปเก็บข้อมูล แล้วรวบรวมเรียบเรียงเขียนขึ้นโดยตีความจากความเข้าใจของเราเอง ซึ่งการศึกษาแบบนี้ก็ได้ผลในระดับหนึ่งที่ยังเป็นภาพนิ่งเท่านั้น แต่ถ้าต้องการให้การศึกษายกระดับขึ้นกว่านี้ เราก็เปลี่ยนมาให้ชาวบ้าน ให้คนในท้องถิ่นซึ่งเป็นเจ้าของวัฒนธรรม เจ้าของประวัติศาสตร์มาศึกษาประวัติศาสตร์ในท้องถิ่นของตัวเอง จึงจะแลเห็นภาพเคลื่อนไหวหรือการเปลี่ยนแปลง โดยเราทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ซึ่งทำให้เกิดความครบถ้วนในเนื้อหา เป็นฐานความรู้ที่รวมสังคมวัฒนธรรมท้องถิ่นตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ทำให้สามารถมองว่าในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน
ด้วยวิธีการศึกษาแบบนี้จะทำให้คนในท้องถิ่นรับรู้ว่าต่อไปในอนาคต เขาจะต้องพัฒนาตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งคนอื่นได้อย่างไร ซึ่งเป็นการนำหลักคิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ว่า “เข้าถึง เข้าใจ และพัฒนา” มาประยุกต์ใช้นั่นเองความยากในแต่ละพื้นที่
การศึกษาประวัติศาสตร์ในแต่ละพื้นที่ไม่สามารถกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนได้ ขึ้นอยู่กับกระบวนการและขั้นตอนการทำงาน เพราะแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน ความคิดของแต่ละกลุ่มคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนเข้าใจได้เร็ว บางคนเข้าใจช้า เราต้องทำหน้าที่วิเคราะห์ ตีความ แยกหมวดหมู่ข้อมูลแต่ละประเภทประวัติศาสตร์ที่ได้จากชุมชนไม่มีการบิดเบือนไปจากเดิมบ้างหรือคะ
ไม่มีใครพูดถึงความจริงที่เกิดขึ้นในอดีตได้ 100% แต่ว่าสิ่งที่เรากำลังศึกษาอยู่นี้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด ถ้าใกล้ความเป็นจริงแล้วคนในท้องถิ่นเข้าใจ จะดีกว่าที่คนนอกเป็นผู้เขียน เพราะเขียนยังไง ตีความแล้วก็ยังไม่เข้าใจ แล้วคนนอกก็ใช้สื่อกันเอง แบบนี้จะใช้ประโยชน์ใด ๆ ไม่ได้เลยการสร้างเครือข่ายการทำงานวิจัยด้านนี้
ใช้วิธีฝึกกลุ่มคนที่จะเข้าไปศึกษาในพื้นที่ ในลักษณะที่เป็นพี่เลี้ยงไม่ใช่เป็นพระเอก
โดยแต่ละคนต้องมีแนวคิด มีทฤษฎี มีกรอบวิธีการคิดที่ช่วยให้มองอะไรได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล คือศึกษาวิธีการต่าง ๆ ให้รู้พอสมควรอย่างยืดหยุ่น และเมื่อลงพื้นที่แล้วต้องรู้จักปรับเปลี่ยน จัดการไปตามสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่
อดีตปัจจุบัน และอนาคต เป็นมิติเวลาที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นมาของสิ่งต่าง ๆ ดังเช่น ความเป็นมาของผู้คนในชุมชนที่อาจมีความแตกต่างทางชาติพันธุ์ก็ได้ แต่เมื่อเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่เดียวกันหลายชั่วคน ก็จะเกิดสำนึกร่วมขึ้นเป็นคนในท้องถิ่นเดียวกัน การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคนกับพื้นที่จากอดีตสู่ปัจจุบัน เป็นหัวใจของการทำงานที่สำคัญของ รศ. ศรีศักร วัลลิโภดม ผู้ทรงคุณวุฒิอาวุโสและผู้เชี่ยวชาญทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยา ที่เป็นเสมือนกระจกเงาสะท้อนความเป็นตัวตนและพัฒนาการของคนในพื้นที่จากอดีตสู่ปัจจุบัน
เรื่องนี้เป็นที่โต้แย้งกันมานานแล้ว เพราะเมื่อก่อนเราศึกษาประวัติศาสตร์ในระดับประเทศโดยไม่ได้มองคนระดับท้องถิ่น กระแสของการศึกษาประวัติศาสตร์ระดับท้องถิ่นเองก็มีหลากหลายกลุ่มหลากหลายแนวคิด ผมเองก็เป็นหนึ่งทางด้านการเคลื่อนไหวในระดับท้องถิ่น หนึ่งในกลุ่มเดียวกับผมที่ศึกษาด้านนี้อย่างเป็นล่ำเป็นสันก็คือ รศ.ดร.ธิดา สาระยา
วิธีการทำงาน การค้นคว้าหาข้อมูลและหลักฐานในการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็นอย่างไรคะ
ที่จริงแล้วผมไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ ผมเป็นนักมานุษยวิทยาที่ศึกษาด้านชาติพันธุ์ (ethnography) งานการศึกษาของนักมานุษยวิทยาต่างกับนักโบราณคดีอย่างหนึ่งคือนักโบราณคดีเน้นการศึกษาอดีตที่ไกลมากในยุคประวัติศาสตร์ แต่นักมานุษยวิทยาเน้นการศึกษาด้านสังคมปัจจุบันโดยใช้คนเป็นตัวตั้ง และถ้าจะศึกษาสังคมปัจจุบันต้องย้อนกลับไปศึกษาถึงสังคมของคนที่อยู่ในท้องถิ่น ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์สังคมไม่ใช่ประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรม
ฉะนั้นวิธีการศึกษาของผมในฐานะเป็นนักมานุษยวิทยา ผมจึงมองแบบประวัติศาสตร์ท้องถิ่นว่าเป็นเรื่องคนในท้องถิ่นนั้นที่สัมพันธ์ กับพื้นที่ เน้นการศึกษาที่ต่อเนื่อง ซึ่งความเป็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นผมต้องศึกษาย้อนหลังขึ้นไปถึงบรรพบุรุษ ของพ่อแม่ปู่ย่าตายายจนถึงในระดับที่นับเรียงลำดับไม่ได้แล้วว่าคนในท้อง ถิ่นนี้เขาอยู่กันมากี่ชั่วคน การศึกษาแบบนี้ทำให้เข้าถึงคน เข้าใจคน แต่การศึกษาประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมจะแตกต่างโดยสิ้นเชิงจะมองไม่เห็นใน ระดับนี้ จะเห็นแต่สมัยที่หมดไปแล้วคือ เป็นสมัยอยุธยา สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ตอนกลาง...อะไรทำนองนั้น
ประวัติศาสตร์ที่นักมานุษยวิทยาอย่างพวกผมศึกษาอยู่เป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่ตาย เพราะคนในท้องถิ่นจะมีความสัมพันธ์ที่สืบเนื่องต่อ ๆ กันมาจากอดีตสู่ปัจจุบัน ทำให้เข้าใจปัจจุบันได้ นี่คือหัวใจของการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในความคิดของผม
ส่วนวิธีการศึกษาและเก็บข้อมูลของเราก็คือ คุณต้องลงพื้นที่ เพราะงานประวัติศาสตร์ท้องถิ่นแบบนี้ไม่ใช่งานเอกสาร เพราะชีวิตของคนในท้องถิ่นบางอย่างไม่ได้มีการเขียนบันทึกไว้ มีแต่อยู่ในความทรงจำของคนในท้องถิ่นที่เราจะได้ข้อมูลเหล่านี้จากการเข้าไปสัมภาษณ์ เข้าไปสังเกตการณ์ เข้าไปสัมผัสกับพื้นที่จริงประสบการณ์ลองผิดลองถูกกับการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
ในระยะแรก การศึกษาแบบนี้ก็มีจุดอ่อนเหมือนกันเพราะว่าเราเข้าไปในฐานะที่เป็นคนนอกทำให้เห็นความเป็นไปในท้องถิ่นได้ไม่มากเท่ากับคนในพื้นที่ ถึงแม้จะเข้าไปสัมผัสเป็นเวลานานแค่ไหนก็ตาม ดังนั้นแนวการทำงานจึงเปลี่ยนบทบาทจากเดิมเราจะนำอาจารย์และนักศึกษาลงพื้นที่ไปสัมภาษณ์ ไปเก็บข้อมูล แล้วรวบรวมเรียบเรียงเขียนขึ้นโดยตีความจากความเข้าใจของเราเอง ซึ่งการศึกษาแบบนี้ก็ได้ผลในระดับหนึ่งที่ยังเป็นภาพนิ่งเท่านั้น แต่ถ้าต้องการให้การศึกษายกระดับขึ้นกว่านี้ เราก็เปลี่ยนมาให้ชาวบ้าน ให้คนในท้องถิ่นซึ่งเป็นเจ้าของวัฒนธรรม เจ้าของประวัติศาสตร์มาศึกษาประวัติศาสตร์ในท้องถิ่นของตัวเอง จึงจะแลเห็นภาพเคลื่อนไหวหรือการเปลี่ยนแปลง โดยเราทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ซึ่งทำให้เกิดความครบถ้วนในเนื้อหา เป็นฐานความรู้ที่รวมสังคมวัฒนธรรมท้องถิ่นตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ทำให้สามารถมองว่าในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน
ด้วยวิธีการศึกษาแบบนี้จะทำให้คนในท้องถิ่นรับรู้ว่าต่อไปในอนาคต เขาจะต้องพัฒนาตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งคนอื่นได้อย่างไร ซึ่งเป็นการนำหลักคิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ว่า “เข้าถึง เข้าใจ และพัฒนา” มาประยุกต์ใช้นั่นเองความยากในแต่ละพื้นที่
การศึกษาประวัติศาสตร์ในแต่ละพื้นที่ไม่สามารถกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนได้ ขึ้นอยู่กับกระบวนการและขั้นตอนการทำงาน เพราะแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน ความคิดของแต่ละกลุ่มคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนเข้าใจได้เร็ว บางคนเข้าใจช้า เราต้องทำหน้าที่วิเคราะห์ ตีความ แยกหมวดหมู่ข้อมูลแต่ละประเภทประวัติศาสตร์ที่ได้จากชุมชนไม่มีการบิดเบือนไปจากเดิมบ้างหรือคะ
ไม่มีใครพูดถึงความจริงที่เกิดขึ้นในอดีตได้ 100% แต่ว่าสิ่งที่เรากำลังศึกษาอยู่นี้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด ถ้าใกล้ความเป็นจริงแล้วคนในท้องถิ่นเข้าใจ จะดีกว่าที่คนนอกเป็นผู้เขียน เพราะเขียนยังไง ตีความแล้วก็ยังไม่เข้าใจ แล้วคนนอกก็ใช้สื่อกันเอง แบบนี้จะใช้ประโยชน์ใด ๆ ไม่ได้เลยการสร้างเครือข่ายการทำงานวิจัยด้านนี้
ใช้วิธีฝึกกลุ่มคนที่จะเข้าไปศึกษาในพื้นที่ ในลักษณะที่เป็นพี่เลี้ยงไม่ใช่เป็นพระเอก
โดยแต่ละคนต้องมีแนวคิด มีทฤษฎี มีกรอบวิธีการคิดที่ช่วยให้มองอะไรได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล คือศึกษาวิธีการต่าง ๆ ให้รู้พอสมควรอย่างยืดหยุ่น และเมื่อลงพื้นที่แล้วต้องรู้จักปรับเปลี่ยน จัดการไปตามสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่
ประชา(ธิป)ตาย ของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์
มีเรื่องประหลาดเรื่องหนึ่งเผยแพร่อยู่บนอินเทอร์เน็ต ว่าจอมอสูร จอมเผด็จการ แอนตี้ไครส์ นามว่าอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาตามประบอบประชาธิปไตย… ตอบแบบง่ายและผิวเผิน ก็ต้องบอกว่าใช่ แต่ว่ายังมีเรื่องอื่นๆ อีกยาวเหยียดครับ คำว่า “เลือกตั้งมา” ไม่ได้ฟอกตัวให้ใครดีขึ้นมาได้ หากการกระทำยัง จุด จุด จุด (โดย จุด จุด จุด คืออาการที่ไม่อยากให้ลูกหลานประพฤติปฏิบัติให้เสื่อมเสียต่อวงศ์ตระกูล)
เมื่อปรัสเซีย(เยอรมัน)แพ้สงครามโลกครั้งที่ 1 ประเทศผู้ชนะซึ่งถือว่าตนสูงส่ง ก็เข้ามาจัดการเยอรมันผ่านสนธิสัญญาแวร์ซายส์ ปี 1919; ขนาดประเทศผู้ชนะ ต่างก็ประสบเศรษฐกิจตกต่ำ นับประสาอะไรกับเยอรมันที่ต้องชดใช้ค่าปฏิกรรมสงครามมหาศาล บ้านเมืองย่อยยับป่นปี้ ผู้คนบ้านแตกสาแหรกขาด
อย่างไรก็ตาม ระบบประชาธิปไตยของเยอรมันก็เดินไปตามกลไก จนในเดือนมีนาคม 1932 มีการเลือกตั้งประธานาธิบดี ตามรัฐธรรมนูญเยอรมันในเวลานั้น ประธานาธิบดีต้องได้รับคะแนนเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ซึ่งผลออกมาว่า Paul von Hindenburg ได้ 49.6% Adolf Hitler ได้ 30.1% Ernst Thaelmann ได้ 13.2% และ Theodore Duesterberg ได้ 6.8%
เนื่องจากไม่มีใครได้รับเสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่ง จึงต้องมีการเลือกตั้งรอบสอง โดยเอาผู้สมัครที่ได้คะแนนสูงสุดสามราย มาเลือกกันใหม่อีกทีหนึ่งในอีกเดือนหนึ่งต่อมา ซึ่งได้ผลเป็น Hindenburg 53.0%, Hitler 36.8% และ Thaelmann 10.2%
ประธานาธิบดี Hindenburg แต่งตั้ง Franz von Papen เป็นนายกรัฐมนตรี (Chancellor) แต่ว่า Papen ยุบสภาทันทีเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ เป็นการเลือกตั้งครั้งที่สามในเวลาห้าเดือน! คราวนี้ พรรค DAP (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นพรรค Nazi) กลายเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุดในสภา มี สส. 230 คนจาก 608 ที่นั่ง
ฮิตเลอร์ต้องการให้ฮินเดนเบิร์กแต่งตั้งตนเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ฮินเดนเบิร์กปฏิเสธ (ตามคำให้การของ Otto von Meissner ผู้ช่วยฮินเดนเบิร์กในศาลอาชญากรรมสงครามที่เมืองนูเรมเบิร์ก) ว่า
Hindenburg replied that because of the tense situation he could not in good conscience risk transferring the power of government to a new party such as the National Socialists, which did not command a majority and which was intolerant, noisy and undisciplined.
เกมการเมืองดำเนินต่อไปโดยมีการยุบสภา และเลือกตั้งใหม่อีกครั้งในเดือนพฤจิกายน คราวนี้พรรค DAP เสียไปสองล้านคำแนนและเสียเก้าอี้ไป 34 ที่นั่ง แต่ถึงกระนั้น ก็ยังเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุดในสภา
ในความพยายามที่จะปลดล็อคความยุ่งเหยิงทางการเมือง Hindenberg ปลด Papen แล้วตั้งนายพล Kurt von Schleicher เป็นนายกรัฐมนตรี แต่เนื่องจากไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีเสียงข้างมากในสภาได้ Schleiher ก็ต้องลาออกอีกหลังจากได้รับการแต่งตั้งเพียง 57 วันเท่านั้น
ในที่สุด Hindenberg ก็แต่งตั้ง Adolf Hitler เป็นนายกรัฐมนตรีเยอรมันในปลายเดือนมกราคม 1933 แม้ว่าพรรคของฮิตเลอร์จะไม่เคยได้เสียงข้างมากในสภา เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่ในฐานะนายกรัฐมนตรี ความพยายามของฮิตเลอร์และพรรคนาซีที่จะรวบอำนาจ กลับเป็นไปอย่างง่ายดาย
เพียงเดือนเดียวหลังจากที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐสภา (Reichtag) ก็เกิดไฟใหม้ พรรคนาซีก็ระดมปล่อยข่าวว่าเป็นฝีมือคอมมิวนิสต์ การเผารัฐสภาเป็นสัญญาณของสงครามปลดปล่อยและสงครามกลางเมือง
เพียงวันเดียวหลังจากที่ไฟไหม้รัฐสภา ฮิตเลอร์หว่างล้อมฮินเดนเบิร์กให้ออกรัฐบัญญัติมอบอำนาจ (ภาษาอังกฤษมีรายละเอียดมากกว่า) โดยให้เหตุผลว่าเป็น “มาตรการป้องกันความรุนแรงจากการกระทำของพวกคอมมิวนิสต์ ซึ่งทำให้รัฐอยู่ในอันตราย”
รัฐบัญญัตินี้ มีเพียง 5 มาตราซึ่งมาตรา 5 กำหนดเอาไว้ว่ามีระยะบังคับใช้เพียงสี่ปี ดูเผินๆ ก็เหมือนจะดีที่สร้างความคล่องตัวให้กับรัฐ แต่มาตราอื่นทำให้รัฐมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการจัดการ “อะไรบางอย่าง” แม้จะเบนออกนอกรัฐธรรมนูญไปก็ได้แต่จะต้องไม่กระทบต่อสาระสำคัญซึ่ง “อะไรบางอย่าง” นั้น กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนเยอรมันด้วย เช่นปราบปรามคอมมิวนิสต์อย่างเด็ดขาดรุนแรง ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว ฯลฯ
Restrictions on personal liberty, on the right of free expression of opinion, including freedom of the press; on the rights of assembly and association; and violations of the privacy of postal, telegraphic and telephonic communications; and warrants for house searches, orders for confiscations as well as restrictions on property, are also permissible beyond the legal limits otherwise prescribed.
สองสัปดาห์หลังจากไฟไหม้รัฐสภา ฮิตเลอร์ของให้ สส.มอบอำนาจให้เขาชั่วคราวในการทำให้บ้านเมืองสงบ ญัตตินี้ผ่านด้วยคำแนน 441 ต่อ 84 ซึ่งเกินสองในสาม อันเป็นเหตุให้ฮิตเลอร์ระงับใช้รัฐธรรมนูญของเยอรมันได้ กลายเป็นเผด็จการสมบูรณ์แบบไป…
…ที่เหลือก็กลายเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว…
ถ้าถามว่าฮิตเลอร์นอกจากแสวงหาอำนาจแล้ว ไม่ทำอะไรเลยเหรอ ก็ต้องตอบว่าไม่ใช่ครับ เขาทำรถราคาถูกออกมา (โฟล์ค) คนเยอรมันเสียเซลฟ์มาก จากการถูกกดขี่เนื่องจากแพ้สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ฮิตเลอร์จัดโอลิมปิคสมัยใหม่ขึ้น เขาพยายามสร้างความภูมิใจในสายเลือดอารยัน; คงเรียกได้ว่าเป็น “อาจสามารถโมเดล” ของเมื่อแปดสิบปีก่อน และได้รับการสนับสนุนจากชาวเยอรมันเป็นจำนวนมาก
How Hitler became a dictator
เยอรมันสูญชีวิตทหาร 5.3 ล้านนาย และพลเรือนอีก 1.4 ล้านคนในสงครามโลกครั้งที่สอง (มีอีกประมาณ 12 ล้านคนที่ตายในค่ายกักกันของเยอรมัน และอีกประมาณ 7 ล้านตายบนแผ่นดินยุโรป แต่ทั้งสองกลุ่มเป็นพลเมืองของหลายประเทศ)
บทเรียนที่มนุษยชาติไม่รู้จักเรียนก็คือ อำนาจทำให้คนแสดงธาตุแท้ คนที่แสวงหาอำนาจเป็นคนที่ไม่มีอำนาจ คนไม่เคยมีอำนาจมองเห็นแต่อำนาจ(กระพี้)โดยมองไม่เห็นความรับผิดชอบ(แก่น)แถมยังอาจใช้อำนาจไม่เป็นอีกด้วย
เมื่อปรัสเซีย(เยอรมัน)แพ้สงครามโลกครั้งที่ 1 ประเทศผู้ชนะซึ่งถือว่าตนสูงส่ง ก็เข้ามาจัดการเยอรมันผ่านสนธิสัญญาแวร์ซายส์ ปี 1919; ขนาดประเทศผู้ชนะ ต่างก็ประสบเศรษฐกิจตกต่ำ นับประสาอะไรกับเยอรมันที่ต้องชดใช้ค่าปฏิกรรมสงครามมหาศาล บ้านเมืองย่อยยับป่นปี้ ผู้คนบ้านแตกสาแหรกขาด
อย่างไรก็ตาม ระบบประชาธิปไตยของเยอรมันก็เดินไปตามกลไก จนในเดือนมีนาคม 1932 มีการเลือกตั้งประธานาธิบดี ตามรัฐธรรมนูญเยอรมันในเวลานั้น ประธานาธิบดีต้องได้รับคะแนนเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ซึ่งผลออกมาว่า Paul von Hindenburg ได้ 49.6% Adolf Hitler ได้ 30.1% Ernst Thaelmann ได้ 13.2% และ Theodore Duesterberg ได้ 6.8%
เนื่องจากไม่มีใครได้รับเสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่ง จึงต้องมีการเลือกตั้งรอบสอง โดยเอาผู้สมัครที่ได้คะแนนสูงสุดสามราย มาเลือกกันใหม่อีกทีหนึ่งในอีกเดือนหนึ่งต่อมา ซึ่งได้ผลเป็น Hindenburg 53.0%, Hitler 36.8% และ Thaelmann 10.2%
ประธานาธิบดี Hindenburg แต่งตั้ง Franz von Papen เป็นนายกรัฐมนตรี (Chancellor) แต่ว่า Papen ยุบสภาทันทีเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ เป็นการเลือกตั้งครั้งที่สามในเวลาห้าเดือน! คราวนี้ พรรค DAP (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นพรรค Nazi) กลายเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุดในสภา มี สส. 230 คนจาก 608 ที่นั่ง
ฮิตเลอร์ต้องการให้ฮินเดนเบิร์กแต่งตั้งตนเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ฮินเดนเบิร์กปฏิเสธ (ตามคำให้การของ Otto von Meissner ผู้ช่วยฮินเดนเบิร์กในศาลอาชญากรรมสงครามที่เมืองนูเรมเบิร์ก) ว่า
Hindenburg replied that because of the tense situation he could not in good conscience risk transferring the power of government to a new party such as the National Socialists, which did not command a majority and which was intolerant, noisy and undisciplined.
เกมการเมืองดำเนินต่อไปโดยมีการยุบสภา และเลือกตั้งใหม่อีกครั้งในเดือนพฤจิกายน คราวนี้พรรค DAP เสียไปสองล้านคำแนนและเสียเก้าอี้ไป 34 ที่นั่ง แต่ถึงกระนั้น ก็ยังเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุดในสภา
ในความพยายามที่จะปลดล็อคความยุ่งเหยิงทางการเมือง Hindenberg ปลด Papen แล้วตั้งนายพล Kurt von Schleicher เป็นนายกรัฐมนตรี แต่เนื่องจากไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีเสียงข้างมากในสภาได้ Schleiher ก็ต้องลาออกอีกหลังจากได้รับการแต่งตั้งเพียง 57 วันเท่านั้น
ในที่สุด Hindenberg ก็แต่งตั้ง Adolf Hitler เป็นนายกรัฐมนตรีเยอรมันในปลายเดือนมกราคม 1933 แม้ว่าพรรคของฮิตเลอร์จะไม่เคยได้เสียงข้างมากในสภา เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่ในฐานะนายกรัฐมนตรี ความพยายามของฮิตเลอร์และพรรคนาซีที่จะรวบอำนาจ กลับเป็นไปอย่างง่ายดาย
เพียงเดือนเดียวหลังจากที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐสภา (Reichtag) ก็เกิดไฟใหม้ พรรคนาซีก็ระดมปล่อยข่าวว่าเป็นฝีมือคอมมิวนิสต์ การเผารัฐสภาเป็นสัญญาณของสงครามปลดปล่อยและสงครามกลางเมือง
เพียงวันเดียวหลังจากที่ไฟไหม้รัฐสภา ฮิตเลอร์หว่างล้อมฮินเดนเบิร์กให้ออกรัฐบัญญัติมอบอำนาจ (ภาษาอังกฤษมีรายละเอียดมากกว่า) โดยให้เหตุผลว่าเป็น “มาตรการป้องกันความรุนแรงจากการกระทำของพวกคอมมิวนิสต์ ซึ่งทำให้รัฐอยู่ในอันตราย”
รัฐบัญญัตินี้ มีเพียง 5 มาตราซึ่งมาตรา 5 กำหนดเอาไว้ว่ามีระยะบังคับใช้เพียงสี่ปี ดูเผินๆ ก็เหมือนจะดีที่สร้างความคล่องตัวให้กับรัฐ แต่มาตราอื่นทำให้รัฐมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการจัดการ “อะไรบางอย่าง” แม้จะเบนออกนอกรัฐธรรมนูญไปก็ได้แต่จะต้องไม่กระทบต่อสาระสำคัญซึ่ง “อะไรบางอย่าง” นั้น กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนเยอรมันด้วย เช่นปราบปรามคอมมิวนิสต์อย่างเด็ดขาดรุนแรง ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว ฯลฯ
Restrictions on personal liberty, on the right of free expression of opinion, including freedom of the press; on the rights of assembly and association; and violations of the privacy of postal, telegraphic and telephonic communications; and warrants for house searches, orders for confiscations as well as restrictions on property, are also permissible beyond the legal limits otherwise prescribed.
สองสัปดาห์หลังจากไฟไหม้รัฐสภา ฮิตเลอร์ของให้ สส.มอบอำนาจให้เขาชั่วคราวในการทำให้บ้านเมืองสงบ ญัตตินี้ผ่านด้วยคำแนน 441 ต่อ 84 ซึ่งเกินสองในสาม อันเป็นเหตุให้ฮิตเลอร์ระงับใช้รัฐธรรมนูญของเยอรมันได้ กลายเป็นเผด็จการสมบูรณ์แบบไป…
…ที่เหลือก็กลายเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว…
ถ้าถามว่าฮิตเลอร์นอกจากแสวงหาอำนาจแล้ว ไม่ทำอะไรเลยเหรอ ก็ต้องตอบว่าไม่ใช่ครับ เขาทำรถราคาถูกออกมา (โฟล์ค) คนเยอรมันเสียเซลฟ์มาก จากการถูกกดขี่เนื่องจากแพ้สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ฮิตเลอร์จัดโอลิมปิคสมัยใหม่ขึ้น เขาพยายามสร้างความภูมิใจในสายเลือดอารยัน; คงเรียกได้ว่าเป็น “อาจสามารถโมเดล” ของเมื่อแปดสิบปีก่อน และได้รับการสนับสนุนจากชาวเยอรมันเป็นจำนวนมาก
How Hitler became a dictator
เยอรมันสูญชีวิตทหาร 5.3 ล้านนาย และพลเรือนอีก 1.4 ล้านคนในสงครามโลกครั้งที่สอง (มีอีกประมาณ 12 ล้านคนที่ตายในค่ายกักกันของเยอรมัน และอีกประมาณ 7 ล้านตายบนแผ่นดินยุโรป แต่ทั้งสองกลุ่มเป็นพลเมืองของหลายประเทศ)
บทเรียนที่มนุษยชาติไม่รู้จักเรียนก็คือ อำนาจทำให้คนแสดงธาตุแท้ คนที่แสวงหาอำนาจเป็นคนที่ไม่มีอำนาจ คนไม่เคยมีอำนาจมองเห็นแต่อำนาจ(กระพี้)โดยมองไม่เห็นความรับผิดชอบ(แก่น)แถมยังอาจใช้อำนาจไม่เป็นอีกด้วย
สรุป 10 ข่าวร้อนการเมืองปี 2552 (เดลินิวส์)
1. เหตุการณ์เมษาฯ เดือด
กลุ่ม นปช. ก่อการชุมนุมแบบยืดเยื้อเพื่อขับไล่รัฐบาลขั้นแตกหัก เริ่มจากการปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2552 และยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงวันที่ 8-14 เม.ย. 2552 ทั้งปิดเส้นทางการจราจรหลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ จนไปถึงการล้มการประชุมอาเซียนที่พัทยา จ.ชลบุรี ปิดล้อมกระทรวงมหาดไทย และ ทำร้ายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หลังการประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จนรัฐบาลต้องใช้กำลังทหารเข้าระงับเหตุการณ์ และสามารถคลี่คลายสถานการณ์ โดยไม่มีการเสียชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ ถือเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์พฤษภาปี 35
2. ยิง "สนธิ ลิ้มทองกุล" เย้ย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
เช้ามืดของวันที่ 17 เม.ย. 2552 ท่ามกลางการประกาศ ใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้เกิดเหตุอุกอาจ โดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถูกลอบยิงด้วยอาวุธสงคราม รวม 100 นัด บริเวณใกล้กับสี่แยกบางขุนพรหม แต่นายสนธิกลับรอดตายอย่างปาฏิหาริย์ ตำรวจตั้งปมสังหารไว้หลายประเด็นโดยเฉพาะประเด็นการเมือง แม้เหตุการณ์ครั้งนั้น จะกดดันรัฐบาลให้เร่งหาคนร้าย แต่ถึงขณะนี้ก็ยังไม่สามารถจับกุมคนร้ายได้ หรือแม้กระทั่งระบุสาเหตุที่แท้จริงของคดี
3. นิพนธ์ไขก๊อกเซ่นเก้าอี้ ผบ.ตร.
การประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2552 เพื่อสรรหาผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนใหม่กลายเป็นการชิงดำระหว่าง พล.ต.อ. ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ ที่เสนอชื่อโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แต่ ก.ต.ช. บางคนสนับสนุน พล.ต.อ. จุมพล มั่นหมาย รอง ผบ.ตร. ที่สุดไม่มีข้อสรุป นายอภิสิทธิ์จึงสั่งเลื่อนการประชุมแบบไม่มีกำหนด ส่งผลกระทบต่อภาวะความเป็นผู้นำของนายอภิสิทธิ์ นอกจากนี้ยังมีการอ้างถึง "สัญญาณพิเศษ" จนสุดท้ายนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ต้องยื่นใบลาออก สะท้อนภาพรอยร้าวลึกภายในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์เป็นครั้งแรก
4. สภาผู้แทนฯ ล่มซ้ำซาก
ในปี 2552 มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร 2 สมัย คือ สมัยสามัญทั่วไป ระหว่างวันที่ 21 ม.ค.-19 พ.ค. และการประชุมสมัยสามัญนิติบัญญัติ วันที่ 1 ส.ค.-29 พ.ย. ซึ่งมีการประชุมรวม 71 ครั้ง แต่เกิดเหตุสภาล่มจากปัญหาองค์ประชุมไม่ครบ 7 ครั้ง ซึ่งในการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณากรอบข้อตกลงระหว่างประเทศ เมื่อต้นเดือน พ.ย. 2552 มีการประชุมสภาล่ม 3 ครั้งซ้อน อีกทั้งในการประชุมสภา ส.ส. ตะโกนด่าทอกันด้วยถ้อยคำหยาบคายถึงขั้นแจก "ของลับ" กลางห้อง ประชุมสภา และยังเกิดกรณี ส.ส.พรรคเพื่อไทยพากันโดดการประชุมสภา เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2552 ไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ประเทศกัมพูชา ขณะเดียวกันเกิดประเด็นการขอขึ้นเงินเดือนของ ส.ส.-ส.ว.
5. ล้มประชุมอาเซียนพัทยา
ประเทศไทย ทำหน้าที่จัดการประชุมอาเซียนในฐานะผู้นำอาเซียน แต่ทว่าภารกิจนี้ ไทยได้ทำหน้าที่ถึง 3 ครั้ง เริ่มจากการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 14 วันที่ 27 ก.พ.-1 มี.ค. 2552 ที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี และ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ต่อมาได้จัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ที่พัทยา เมื่อวันที่ 10-12 เม.ย. แต่ก็ถูกล้มโดยกลุ่มคนเสื้อแดงบุกถึงในสถานที่การจัดประชุม สะท้อนภาพความวุ่นวายภายในประเทศที่ลุกลามสร้างความเสื่อมเสียต่อประเทศในสายตาชาวโลก ไทยจึงต้องแก้มือด้วยการจัดประชุมผู้นำอาเซียนครั้งที่ 15 และการประชุมกับประเทศคู่เจรจาใหม่เมื่อวันที่ 23-25 ต.ค ที่ อ.ชะอำ และ อ.หัวหิน ก่อนจะส่งมอบตำแหน่งประธานอาเซียนให้ประเทศเวียดนาม ในปี พ.ศ. 2553
6. "เนวิน" พ้นบ่วงคดีกล้ายาง
เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2552 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้พิพากษายกฟ้อง 44 จำเลย ในคดีทุจริตจัดซื้อต้นกล้ายางพารา จำนวน 90 ล้านต้น หลังศาลตัดสิน จำเลยทั้ง 44 คน ไม่มีความผิดไม่ว่าจะเป็น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายเนวิน ชิดชอบ อดีต รมช.เกษตรฯ นายสรอรรถ กลิ่นประทุม อดีต รมว.เกษตรฯ และนายวราเทพ รัตนากร อดีต รมช. คลัง คดีนี้หลายฝ่ายจับตามองโดยเฉพาะที่ตัวนายเนวิน แกนนำพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเชื่อกันว่าถ้านายเนวินถูกตัดสิน อาจกระเทือนถึงเสถียรภาพของรัฐบาล
7. "บิ๊กจิ๋ว" คัมแบ๊กเข้าสังกัดเพื่อไทย
จากมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ชี้มูลว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็น 1 ในผู้กระทำผิดอาญาจากคดีการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่บริเวณหน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 ได้สร้างความไม่พอใจต่อ พล.อ.ชวลิต จนถึงขั้นตัดสินใจหวนคืนเวทีการเมือง ด้วยการสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2552 และรับตำแหน่งเป็นประธานพรรค แต่ก็เกิดเหตุการณ์ที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ฝากข้อคิดสะกิดใจไปบอกถึง พล.อ.ชวลิต ว่า "ขอให้คิดให้รอบคอบ ไม่อย่างนั้น จะกลายเป็นการกระทำที่เป็นการทรยศต่อชาติ"
8. ตั้ง "ทักษิณ" ที่ปรึกษาฮุนเซน
วันที่ 4 พ.ย. 2552 รัฐบาลกัมพูชาประกาศแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ต้องโทษจำคุก 2 ปี ให้เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของสมเด็จฯ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจรัฐบาลกัมพูชา ขณะเดียวกันปฏิเสธการส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณให้แก่ไทยตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ไทยจึงประท้วง โดยเรียกตัวเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศกัมพูชากลับทันที ขณะที่ฝ่ายกัมพูชาได้เรียกเอกอัครราชทูตกลับเช่นกัน จากนั้นได้ลุกลามจนมีการจับกุมนายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ วิศวกรชาวไทย ประจำหน่วยงานจราจรอากาศของบริษัท แคมโบเดีย แอร์ ทราฟฟิค เซอร์วิส (แคตส์) ข้อหาจารกรรม แต่กษัตริย์นโรดม สีหมุนี แห่งกัมพูชา พระราชทานอภัยโทษแก่นายศิวรักษ์เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2552
9. "สมัคร สุนทรเวช" ถึงแก่อนิจกรรม
นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 และอดีตหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ถึงแก่อนิจกรรมด้วยวัย 74 ปี เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2552 ด้วยโรคมะเร็งตับ ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ถือเป็นการปิดฉากนักการเมืองรุ่นลายคราม ที่มีลีลาทางการเมืองที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง
นายสมัครเริ่มต้นทางการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์ จากนั้นได้รับแต่งตั้งเป็น รมว.มหาดไทย ในรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร ต่อมาได้ก่อตั้งพรรคประชากรไทย และเคยชนะการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อปี 2543 ด้วยคะแนนเกิน 1 ล้านเสียง ก่อนมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชาชนจนชนะเลือกตั้งก้าวขึ้นเป็นนายก รัฐมนตรีคนที่ 25 แต่ต้องหลุดจากตำแหน่งเพราะถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าใช้ตำแหน่งหน้าที่ เอื้อประโยชน์ให้ตนเองจากกรณีเป็นพิธีกรรายการ "ชิมไป บ่นไป"
10. ไทยเข้มแข็ง สธ.พ่นพิษ
เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2552 นพ.บรรลุ ศิริพานิช ประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงโครงการไทยเข้มแข็ง กระทรวงสาธารณสุข แถลงผลสอบสวนสรุปว่า ส่อไปในทางทำให้เกิดการทุจริตจริง และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ส่งผลให้นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข ต้องประกาศลาออกในวันที่ 29 ธ.ค. และทำให้กฎเหล็ก 9 ข้อของนายอภิสิทธิ์สามารถใช้เป็นมาตรฐานได้จริง ทั้งนี้โครงการไทยเข้มแข็งถือเป็น "จุดขาย" ที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ หวังจะใช้กระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความนิยมทางการเมือง แต่ต้องมาสะดุดเพราะเกิดปัญหาเรื่องความไม่ชอบมาพากล
กลุ่ม นปช. ก่อการชุมนุมแบบยืดเยื้อเพื่อขับไล่รัฐบาลขั้นแตกหัก เริ่มจากการปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2552 และยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงวันที่ 8-14 เม.ย. 2552 ทั้งปิดเส้นทางการจราจรหลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ จนไปถึงการล้มการประชุมอาเซียนที่พัทยา จ.ชลบุรี ปิดล้อมกระทรวงมหาดไทย และ ทำร้ายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หลังการประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จนรัฐบาลต้องใช้กำลังทหารเข้าระงับเหตุการณ์ และสามารถคลี่คลายสถานการณ์ โดยไม่มีการเสียชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ ถือเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์พฤษภาปี 35
2. ยิง "สนธิ ลิ้มทองกุล" เย้ย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
เช้ามืดของวันที่ 17 เม.ย. 2552 ท่ามกลางการประกาศ ใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้เกิดเหตุอุกอาจ โดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถูกลอบยิงด้วยอาวุธสงคราม รวม 100 นัด บริเวณใกล้กับสี่แยกบางขุนพรหม แต่นายสนธิกลับรอดตายอย่างปาฏิหาริย์ ตำรวจตั้งปมสังหารไว้หลายประเด็นโดยเฉพาะประเด็นการเมือง แม้เหตุการณ์ครั้งนั้น จะกดดันรัฐบาลให้เร่งหาคนร้าย แต่ถึงขณะนี้ก็ยังไม่สามารถจับกุมคนร้ายได้ หรือแม้กระทั่งระบุสาเหตุที่แท้จริงของคดี
3. นิพนธ์ไขก๊อกเซ่นเก้าอี้ ผบ.ตร.
การประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2552 เพื่อสรรหาผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนใหม่กลายเป็นการชิงดำระหว่าง พล.ต.อ. ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ ที่เสนอชื่อโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แต่ ก.ต.ช. บางคนสนับสนุน พล.ต.อ. จุมพล มั่นหมาย รอง ผบ.ตร. ที่สุดไม่มีข้อสรุป นายอภิสิทธิ์จึงสั่งเลื่อนการประชุมแบบไม่มีกำหนด ส่งผลกระทบต่อภาวะความเป็นผู้นำของนายอภิสิทธิ์ นอกจากนี้ยังมีการอ้างถึง "สัญญาณพิเศษ" จนสุดท้ายนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ต้องยื่นใบลาออก สะท้อนภาพรอยร้าวลึกภายในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์เป็นครั้งแรก
4. สภาผู้แทนฯ ล่มซ้ำซาก
ในปี 2552 มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร 2 สมัย คือ สมัยสามัญทั่วไป ระหว่างวันที่ 21 ม.ค.-19 พ.ค. และการประชุมสมัยสามัญนิติบัญญัติ วันที่ 1 ส.ค.-29 พ.ย. ซึ่งมีการประชุมรวม 71 ครั้ง แต่เกิดเหตุสภาล่มจากปัญหาองค์ประชุมไม่ครบ 7 ครั้ง ซึ่งในการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณากรอบข้อตกลงระหว่างประเทศ เมื่อต้นเดือน พ.ย. 2552 มีการประชุมสภาล่ม 3 ครั้งซ้อน อีกทั้งในการประชุมสภา ส.ส. ตะโกนด่าทอกันด้วยถ้อยคำหยาบคายถึงขั้นแจก "ของลับ" กลางห้อง ประชุมสภา และยังเกิดกรณี ส.ส.พรรคเพื่อไทยพากันโดดการประชุมสภา เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2552 ไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ประเทศกัมพูชา ขณะเดียวกันเกิดประเด็นการขอขึ้นเงินเดือนของ ส.ส.-ส.ว.
5. ล้มประชุมอาเซียนพัทยา
ประเทศไทย ทำหน้าที่จัดการประชุมอาเซียนในฐานะผู้นำอาเซียน แต่ทว่าภารกิจนี้ ไทยได้ทำหน้าที่ถึง 3 ครั้ง เริ่มจากการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 14 วันที่ 27 ก.พ.-1 มี.ค. 2552 ที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี และ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ต่อมาได้จัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ที่พัทยา เมื่อวันที่ 10-12 เม.ย. แต่ก็ถูกล้มโดยกลุ่มคนเสื้อแดงบุกถึงในสถานที่การจัดประชุม สะท้อนภาพความวุ่นวายภายในประเทศที่ลุกลามสร้างความเสื่อมเสียต่อประเทศในสายตาชาวโลก ไทยจึงต้องแก้มือด้วยการจัดประชุมผู้นำอาเซียนครั้งที่ 15 และการประชุมกับประเทศคู่เจรจาใหม่เมื่อวันที่ 23-25 ต.ค ที่ อ.ชะอำ และ อ.หัวหิน ก่อนจะส่งมอบตำแหน่งประธานอาเซียนให้ประเทศเวียดนาม ในปี พ.ศ. 2553
6. "เนวิน" พ้นบ่วงคดีกล้ายาง
เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2552 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้พิพากษายกฟ้อง 44 จำเลย ในคดีทุจริตจัดซื้อต้นกล้ายางพารา จำนวน 90 ล้านต้น หลังศาลตัดสิน จำเลยทั้ง 44 คน ไม่มีความผิดไม่ว่าจะเป็น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายเนวิน ชิดชอบ อดีต รมช.เกษตรฯ นายสรอรรถ กลิ่นประทุม อดีต รมว.เกษตรฯ และนายวราเทพ รัตนากร อดีต รมช. คลัง คดีนี้หลายฝ่ายจับตามองโดยเฉพาะที่ตัวนายเนวิน แกนนำพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเชื่อกันว่าถ้านายเนวินถูกตัดสิน อาจกระเทือนถึงเสถียรภาพของรัฐบาล
7. "บิ๊กจิ๋ว" คัมแบ๊กเข้าสังกัดเพื่อไทย
จากมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ชี้มูลว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็น 1 ในผู้กระทำผิดอาญาจากคดีการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่บริเวณหน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 ได้สร้างความไม่พอใจต่อ พล.อ.ชวลิต จนถึงขั้นตัดสินใจหวนคืนเวทีการเมือง ด้วยการสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2552 และรับตำแหน่งเป็นประธานพรรค แต่ก็เกิดเหตุการณ์ที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ฝากข้อคิดสะกิดใจไปบอกถึง พล.อ.ชวลิต ว่า "ขอให้คิดให้รอบคอบ ไม่อย่างนั้น จะกลายเป็นการกระทำที่เป็นการทรยศต่อชาติ"
8. ตั้ง "ทักษิณ" ที่ปรึกษาฮุนเซน
วันที่ 4 พ.ย. 2552 รัฐบาลกัมพูชาประกาศแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ต้องโทษจำคุก 2 ปี ให้เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของสมเด็จฯ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจรัฐบาลกัมพูชา ขณะเดียวกันปฏิเสธการส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณให้แก่ไทยตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ไทยจึงประท้วง โดยเรียกตัวเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศกัมพูชากลับทันที ขณะที่ฝ่ายกัมพูชาได้เรียกเอกอัครราชทูตกลับเช่นกัน จากนั้นได้ลุกลามจนมีการจับกุมนายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ วิศวกรชาวไทย ประจำหน่วยงานจราจรอากาศของบริษัท แคมโบเดีย แอร์ ทราฟฟิค เซอร์วิส (แคตส์) ข้อหาจารกรรม แต่กษัตริย์นโรดม สีหมุนี แห่งกัมพูชา พระราชทานอภัยโทษแก่นายศิวรักษ์เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2552
9. "สมัคร สุนทรเวช" ถึงแก่อนิจกรรม
นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 และอดีตหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ถึงแก่อนิจกรรมด้วยวัย 74 ปี เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2552 ด้วยโรคมะเร็งตับ ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ถือเป็นการปิดฉากนักการเมืองรุ่นลายคราม ที่มีลีลาทางการเมืองที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง
นายสมัครเริ่มต้นทางการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์ จากนั้นได้รับแต่งตั้งเป็น รมว.มหาดไทย ในรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร ต่อมาได้ก่อตั้งพรรคประชากรไทย และเคยชนะการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อปี 2543 ด้วยคะแนนเกิน 1 ล้านเสียง ก่อนมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชาชนจนชนะเลือกตั้งก้าวขึ้นเป็นนายก รัฐมนตรีคนที่ 25 แต่ต้องหลุดจากตำแหน่งเพราะถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าใช้ตำแหน่งหน้าที่ เอื้อประโยชน์ให้ตนเองจากกรณีเป็นพิธีกรรายการ "ชิมไป บ่นไป"
10. ไทยเข้มแข็ง สธ.พ่นพิษ
เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2552 นพ.บรรลุ ศิริพานิช ประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงโครงการไทยเข้มแข็ง กระทรวงสาธารณสุข แถลงผลสอบสวนสรุปว่า ส่อไปในทางทำให้เกิดการทุจริตจริง และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ส่งผลให้นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข ต้องประกาศลาออกในวันที่ 29 ธ.ค. และทำให้กฎเหล็ก 9 ข้อของนายอภิสิทธิ์สามารถใช้เป็นมาตรฐานได้จริง ทั้งนี้โครงการไทยเข้มแข็งถือเป็น "จุดขาย" ที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ หวังจะใช้กระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความนิยมทางการเมือง แต่ต้องมาสะดุดเพราะเกิดปัญหาเรื่องความไม่ชอบมาพากล
สังคมที่เลวสร้างตำนานวีรชน
ยังสะเทือนและสลดใจไม่หาย กับข่าวการสูญครั้งยิ่งใหญ่ของครอบครัวแกนนำ “นายทองนาค เสวกจินดา” นักต่อสู้ เพื่อคัดค้านการขนถ่ายถ่านหิน จ.สมุทรสาคร เป็นความสูญเสียของชุมชนแห่งนั้น เป็นความสูญเสียของสังคมไทย ที่มักจำหน่ายทิ้งคนดีไปสู่ความตาย ก่อนจะกระตุกตื่นตัว จึงเป็นความน่าอัปยศของกลไกรัฐที่ไม่มีปัญญาปกป้องสิทธิ ชีวิตและทรัพย์สินประชาชน ไม่มีปัญญาปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปกป้องความยุติธรรม และเป็นความชั่วช้าของนายทุน พ่อค้า พวกคนเลวมากอิทธิพล โดยเฉพาะคนที่สมรู้ร่วมคิด ที่เห็นแก่ได้ เห็นแก่ประโยชน์ตัวเองโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของคนอื่นๆ ขอให้ฉิบหาย ตายห่าตามๆ กันไป
ปัญหาทั้งหมด ไม่ใช่แค่เรื่อคนแก่ตัว จิตใจชั่วช้ากับรัฐ เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของความตื่นเขิน ขี้ขลาดและเห็นแก่ได้ของสื่อมวลชน ที่ถ้าไม่เกิดเหตุ มีความสูญเสียก็ไม่เป็นข่าว ไม่ตีแผ่ แม้แต่เอ็นจีโอ เองก็เลิกโง่ บ้าและงมงาย องค์กรทุนอย่าง สสส. ก็หยุดถลุงเงินภาษีไปกับปัญหาเชิงจริตของชนชั้นกลางได้แล้ว เพราะตอนนี้ชาวบ้านกำลังเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ต้องการเงินทุน ต้องการทรัพยากรมากระตุ้น มาปลุกการทำงานพัฒนา มารื้อสร้างองค์กรชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชน เพื่อพัฒนาสังคมให้เข้มแข็ง ดูแลปกป้องตนเองจากพลังทุนและอิทธิพลมืดได้บ้าง เพราะในปัจจุบันนี้ ปัญหาเหมืองแร่เหมืองทองที่จังหวัดเลย พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ กำลังคุกรุ่น ไม่รู้ชาวบ้านและแกนนำจะโดนวันใด ปัญหาโรงไฟฟ้าถ่านหินเชียงราย สระบุรี ก็ไม่น่าไว้ใจ ปัญหาโรงไฟฟ้าชีวมวล ฉะเชิงเทรา ปราจีน อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ ชุมพร ราชบุรี ก็ปะทะเนืองๆ ปัญหาป่าไม้ ปัญหาอุทยานฯ ทับที่ทำกิน ตอนนี้ก็หนักกำลัโดนไล่รื้อสุ่มสี่สุ่มห้า ชาวบ้านอยู่มาก่อนอุทยานฯ ก็พลอยซวยไปด้วย ปัญหาเหมืองแร่โปแตซ ที่ อุดรธานี ก็ดื้อดึงจะขุดใต้ถุนบ้าน ปัญหาน้ำท่วมธรรมชาติที่เริ่มจะไม่ธรรมชาติเมื่อคนต้นน้ำ กลางน้ำผลักไสน้ำโดยการสร้างพนังกั้นขอบแม่น้ำสูง 3 เมตร เพื่อให้น้ำไหลลงกรุงเทพและปริมณฑลอย่างเดียว ปัญหาท่าเรือน้ำลึกและการยัดเยียดนิคมอุตสาหกรรมให้พี่น้องชาวใต้ นครศรีธรรมราช สตูล สุราษฎร์ธานี ตรัง และ จะนะ สงขลา ปัญหาคนท้องถิ่นกำลังตกหล่นจากการพัฒนาพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยว ทั้งใน กระบี่ ภูเก็ต พังงา ปัญหาอากาศพิษถึงขั้นอันตรายปกคลุมไปทั่วภาคตะวันออก ซึ่งยิ่งนานวันก็ยิ่งทวีความรุนแรง ชาวบ้านแกนนำสู้หัวชนฝา ในขณะที่กลุ่มนายทุน ก็จดจ้องจะจัดการขั้นรุนแรง ไม่รู้ว่ารายต่อไปชาวบ้านคนไหนจะโดนก่อน นี่ไม่นับรวมบรรยากาศความน่ากลัวจากกลุ่มโจรก่อการร้าย ที่ชายแดน 3 จังหวัดภาคใต้อีก
เรื่องการต่อสู้ เรื่องของการลุกฮือปกป้องสิทธิของตนเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยากหรอก “ก็ถ้ามีใครเอาขี้มาไว้หน้าบ้านเรา เราหรือจะยอม หรือถ้ามีใครมาขุดรื้อใต้ถุนบ้านเรา เราจะนอนหลับฝันหวานอยู่ได้ยังไง ทรัพย์ในดินสินในน้ำนั่นมันของเรา กฎหมายจะเขียนยังไงก็ได้ ก็เขียนไป แต่สิทธิ์นี้เรายืนยันไม่ให้ ถ้าอยากได้นัก ก็ลองดู” จะมาเขียนกฎหมาย ปล้นเอาของเราแต่ปู่ย่าตายายไปได้ยังไง ซึ่งก็นั่นแหละ ประชาชนชอบเงิน เลือกแต่นักการเมืองมากเงิน ถึงยามนี้ก็ต้องสำนึกสำเหนียกแก่ใจไว้ด้วยว่า เขาถนัดบริหารทุน แล้วก็หาทุน ถอนทุน ส่วนทุนจะมาจากไหน ก็คิดได้ไม่ยาก จากเงินภาษี จากทรัพยากรธรรมชาติของส่วนรวมของประเทศนี่แหละ คงไม่มีใครบ้าควักเงินในกระเป๋าตัวเองไปแจกประชาชนหรอก แต่จะควักเอาเงินของประชาชนนี่แหละมาให้ เอาเงินเอาความมั่งมีเอาทรัพย์สินของลูกหลานในอนาคตมาถลุง มาจ่ายแก่คนรุ่นพ่อแม่ที่เห็นแก่ได้ ที่อ้าแขนรับ ระวังจะยังไม่ตายดีบาปกรรมเหล่านั้นจะตามทัน !!
ตอนนี้สังคมไทยจำนวนหนึ่งกำลังตื่นตัวรักบ้านรักเมืองรักแผ่นดินตามกระแสหนังย้อนประวัติศาสตร์ที่ถูกจารึกไว้เพียง 3 บรรทัด เรื่อง “ขุนรองปลัดชูกับทหารกล้าแห่งวิเศษไชยชาญ 400 นาย“ นั่นคือเรื่องเมื่อ 200 ปีก่อน ที่อยู่ในตำนานการเล่าขาน สดุดีวีรชนของชาวบ้านซึ่งเป็นทหาญกล้าประจำท้องถิ่นตน แต่หลังจาก 200 ปีนั่นมาถึงปัจจุบันก็มีวีรชนผู้กล้าเกิดดับตามมาไม่น้อย หรือจะเอาแค่ 10-20ปีที่ผ่านมา ก็มากมาย ที่ชาวบ้านตัวเล็กๆ ข้าราชการชั้นผู้น้อย ลุกขึ้นมาปกป้องชุมชน จนต้องถูกสังหาร ไม่ว่าจะเป็น
ครูประเวียน บุญหนัก แห่งอำเภอวังสะพุง เลย
โจ.. พิทักษ์ โตนวุธ แห่งบ้านห้วยชมพู่ อ.เนินมะปราง พิษณุโลก
พระสุพจน์ สุวโจ แห่งสวนเมตตาธรรม อ.ฝาง เชียงใหม่
เจริญ วัดอักษร บ้านบ่อนอกบ้านหินกรูด ประจวบคีรีขันธ์
ไม น้อยนารายณ์ นักอนุรักษ์จากเขื่อนท่าแซะ จังหวัดชุมพร
จุรินทร์ ราชพล นักอนุรักษ์ป่าชายเลน จังหวัดภูเก็ต
นรินทร์ โพธิ์แดง นักอนุรักษ์ต่อต้านการโรงโม่หิน เขาชะเมา จังหวัดจันทบุรี
ฉวีวรรณ ปีกสูงเนิน ผู้ขัดขวางการทุจริตการก่อสร้างที่ นากลาง อำเภอสูงเนิน
สุวัฒน์ วงศ์ปิยะสถิตย์ แกนนำผู้คัดค้านบ่อกำจัดขยะราชาเทวะ สมุทรปราการ
สมพร ชนะพล ผู้คัดค้านการสร้างเขื่อน คลองกระแดะ สุราษฎร์ธานี
บุญสม นิ่มน้อย แกนนำอนุรักษ์และคัดค้านการก่อสร้างโครงการโรงแยกคอนเดนเสท ในพื้นที่อำเภอบ้านแหลม จ.เพชรบุรี
ปรีชา ทองแป้น ผู้คัดค้านการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย ตำบลปากแพรก ทุ่งสง นครศรีธรรมราช
บุญฤทธิ์ ชาญณรงค์ ผู้ต่อต้านการค้าไม้เถื่อน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
บุญยงค์ อินต๊ะวงศ์ แกนนำกลุ่มต่อต้านโรงโม่หินดอยแม่ออกรู จังหวัดเชียงราย
คำปัน สุกใส แกนนำเครือข่ายป่าชุมชนเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
สำเนา ศรีสงคราม ประธานชมรมชาวบ้านฟื้นฟูอนุรักษ์ลำน้ำพอง อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น
สมชาย นีละไพจิตร ประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิมและรองประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ
ชวน ชำนาญกิจ แกนนำชุมชนต้านยาเสพติด อ.ฉวาง นครศรีธรรมราช
แก้ว ปินปันมา แกนนำชาวบ้านที่เข้าไปใช้ที่ดินในพื้นที่กิ่ง อ.ดอยหล่อ
และคนล่าสุด ที่สะเทือนใจคนดี ที่รักบ้านเกิด รักแผ่นดิน รักชุมชนและครอบครัว อย่าง นายทองนาค เสวกจินดา อายุ 46 ปี แกนนำต่อต้านการขนส่งถ่านหินในพื้นที่ ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ซึ่งถูกนายทุนกับสมุนล้อมฆ่าอย่างโหดเหี้ยมโดยไม่เกรงกลัวอาญาแผ่นดิน !!
สังคมไทยกำลังเป็นสังคมที่หมักหมมคนชั่วให้กำเริบเสิบสานโดยที่อำนาจบ้านอาญาเมืองจัดการไม่ได้ เข้าไม่ถึงนั้น จะนำมาซึ่งการลุกฮือของคนเล็กคนน้อยที่สุดจะทน จนเกิดการลุกฮือต่อสู้พลีร่างอุทิศตน และเกิดประวัติศาสตร์ เกิดตำนานวีรชนคนท้องถิ่นและแน่นอนเกิดสำนึกปฏิปักษ์แข็งข้อ หรือ “ขบถ” ต่อบ้านเมือง ที่ไม่ปกครองให้เกิดความเป็นธรรม ซึ่งอันตราย !!เพราะจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐที่ไม่มีน้ำยารักษาความเป็นธรรม ล้มล้างชนชั้นนำชนชั้นปกครองที่กดขี่เอาเปรียบ และปกป้องชีวิตและทรัพย์สินให้ประชาชนไว้ได้ ที่สำคัญประวัติศาสตร์ขบวนการคนจนที่คิดจะเปลี่ยนแปลงประเทศแบบถอนรากถอนโคน นั้นมาจากอำนาจทุนอุปถัมภ์อำมาตย์ที่แผ่คลุม ซึ่งตำนานวีรชนลุกฮือเช่นนี้ นั้นอาจจะมีขึ้นมาจริงๆ ได้บนประวัติศาสตร์ไทย
ปัญหาทั้งหมด ไม่ใช่แค่เรื่อคนแก่ตัว จิตใจชั่วช้ากับรัฐ เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของความตื่นเขิน ขี้ขลาดและเห็นแก่ได้ของสื่อมวลชน ที่ถ้าไม่เกิดเหตุ มีความสูญเสียก็ไม่เป็นข่าว ไม่ตีแผ่ แม้แต่เอ็นจีโอ เองก็เลิกโง่ บ้าและงมงาย องค์กรทุนอย่าง สสส. ก็หยุดถลุงเงินภาษีไปกับปัญหาเชิงจริตของชนชั้นกลางได้แล้ว เพราะตอนนี้ชาวบ้านกำลังเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ต้องการเงินทุน ต้องการทรัพยากรมากระตุ้น มาปลุกการทำงานพัฒนา มารื้อสร้างองค์กรชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชน เพื่อพัฒนาสังคมให้เข้มแข็ง ดูแลปกป้องตนเองจากพลังทุนและอิทธิพลมืดได้บ้าง เพราะในปัจจุบันนี้ ปัญหาเหมืองแร่เหมืองทองที่จังหวัดเลย พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ กำลังคุกรุ่น ไม่รู้ชาวบ้านและแกนนำจะโดนวันใด ปัญหาโรงไฟฟ้าถ่านหินเชียงราย สระบุรี ก็ไม่น่าไว้ใจ ปัญหาโรงไฟฟ้าชีวมวล ฉะเชิงเทรา ปราจีน อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ ชุมพร ราชบุรี ก็ปะทะเนืองๆ ปัญหาป่าไม้ ปัญหาอุทยานฯ ทับที่ทำกิน ตอนนี้ก็หนักกำลัโดนไล่รื้อสุ่มสี่สุ่มห้า ชาวบ้านอยู่มาก่อนอุทยานฯ ก็พลอยซวยไปด้วย ปัญหาเหมืองแร่โปแตซ ที่ อุดรธานี ก็ดื้อดึงจะขุดใต้ถุนบ้าน ปัญหาน้ำท่วมธรรมชาติที่เริ่มจะไม่ธรรมชาติเมื่อคนต้นน้ำ กลางน้ำผลักไสน้ำโดยการสร้างพนังกั้นขอบแม่น้ำสูง 3 เมตร เพื่อให้น้ำไหลลงกรุงเทพและปริมณฑลอย่างเดียว ปัญหาท่าเรือน้ำลึกและการยัดเยียดนิคมอุตสาหกรรมให้พี่น้องชาวใต้ นครศรีธรรมราช สตูล สุราษฎร์ธานี ตรัง และ จะนะ สงขลา ปัญหาคนท้องถิ่นกำลังตกหล่นจากการพัฒนาพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยว ทั้งใน กระบี่ ภูเก็ต พังงา ปัญหาอากาศพิษถึงขั้นอันตรายปกคลุมไปทั่วภาคตะวันออก ซึ่งยิ่งนานวันก็ยิ่งทวีความรุนแรง ชาวบ้านแกนนำสู้หัวชนฝา ในขณะที่กลุ่มนายทุน ก็จดจ้องจะจัดการขั้นรุนแรง ไม่รู้ว่ารายต่อไปชาวบ้านคนไหนจะโดนก่อน นี่ไม่นับรวมบรรยากาศความน่ากลัวจากกลุ่มโจรก่อการร้าย ที่ชายแดน 3 จังหวัดภาคใต้อีก
เรื่องการต่อสู้ เรื่องของการลุกฮือปกป้องสิทธิของตนเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยากหรอก “ก็ถ้ามีใครเอาขี้มาไว้หน้าบ้านเรา เราหรือจะยอม หรือถ้ามีใครมาขุดรื้อใต้ถุนบ้านเรา เราจะนอนหลับฝันหวานอยู่ได้ยังไง ทรัพย์ในดินสินในน้ำนั่นมันของเรา กฎหมายจะเขียนยังไงก็ได้ ก็เขียนไป แต่สิทธิ์นี้เรายืนยันไม่ให้ ถ้าอยากได้นัก ก็ลองดู” จะมาเขียนกฎหมาย ปล้นเอาของเราแต่ปู่ย่าตายายไปได้ยังไง ซึ่งก็นั่นแหละ ประชาชนชอบเงิน เลือกแต่นักการเมืองมากเงิน ถึงยามนี้ก็ต้องสำนึกสำเหนียกแก่ใจไว้ด้วยว่า เขาถนัดบริหารทุน แล้วก็หาทุน ถอนทุน ส่วนทุนจะมาจากไหน ก็คิดได้ไม่ยาก จากเงินภาษี จากทรัพยากรธรรมชาติของส่วนรวมของประเทศนี่แหละ คงไม่มีใครบ้าควักเงินในกระเป๋าตัวเองไปแจกประชาชนหรอก แต่จะควักเอาเงินของประชาชนนี่แหละมาให้ เอาเงินเอาความมั่งมีเอาทรัพย์สินของลูกหลานในอนาคตมาถลุง มาจ่ายแก่คนรุ่นพ่อแม่ที่เห็นแก่ได้ ที่อ้าแขนรับ ระวังจะยังไม่ตายดีบาปกรรมเหล่านั้นจะตามทัน !!
ตอนนี้สังคมไทยจำนวนหนึ่งกำลังตื่นตัวรักบ้านรักเมืองรักแผ่นดินตามกระแสหนังย้อนประวัติศาสตร์ที่ถูกจารึกไว้เพียง 3 บรรทัด เรื่อง “ขุนรองปลัดชูกับทหารกล้าแห่งวิเศษไชยชาญ 400 นาย“ นั่นคือเรื่องเมื่อ 200 ปีก่อน ที่อยู่ในตำนานการเล่าขาน สดุดีวีรชนของชาวบ้านซึ่งเป็นทหาญกล้าประจำท้องถิ่นตน แต่หลังจาก 200 ปีนั่นมาถึงปัจจุบันก็มีวีรชนผู้กล้าเกิดดับตามมาไม่น้อย หรือจะเอาแค่ 10-20ปีที่ผ่านมา ก็มากมาย ที่ชาวบ้านตัวเล็กๆ ข้าราชการชั้นผู้น้อย ลุกขึ้นมาปกป้องชุมชน จนต้องถูกสังหาร ไม่ว่าจะเป็น
ครูประเวียน บุญหนัก แห่งอำเภอวังสะพุง เลย
โจ.. พิทักษ์ โตนวุธ แห่งบ้านห้วยชมพู่ อ.เนินมะปราง พิษณุโลก
พระสุพจน์ สุวโจ แห่งสวนเมตตาธรรม อ.ฝาง เชียงใหม่
เจริญ วัดอักษร บ้านบ่อนอกบ้านหินกรูด ประจวบคีรีขันธ์
ไม น้อยนารายณ์ นักอนุรักษ์จากเขื่อนท่าแซะ จังหวัดชุมพร
จุรินทร์ ราชพล นักอนุรักษ์ป่าชายเลน จังหวัดภูเก็ต
นรินทร์ โพธิ์แดง นักอนุรักษ์ต่อต้านการโรงโม่หิน เขาชะเมา จังหวัดจันทบุรี
ฉวีวรรณ ปีกสูงเนิน ผู้ขัดขวางการทุจริตการก่อสร้างที่ นากลาง อำเภอสูงเนิน
สุวัฒน์ วงศ์ปิยะสถิตย์ แกนนำผู้คัดค้านบ่อกำจัดขยะราชาเทวะ สมุทรปราการ
สมพร ชนะพล ผู้คัดค้านการสร้างเขื่อน คลองกระแดะ สุราษฎร์ธานี
บุญสม นิ่มน้อย แกนนำอนุรักษ์และคัดค้านการก่อสร้างโครงการโรงแยกคอนเดนเสท ในพื้นที่อำเภอบ้านแหลม จ.เพชรบุรี
ปรีชา ทองแป้น ผู้คัดค้านการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย ตำบลปากแพรก ทุ่งสง นครศรีธรรมราช
บุญฤทธิ์ ชาญณรงค์ ผู้ต่อต้านการค้าไม้เถื่อน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
บุญยงค์ อินต๊ะวงศ์ แกนนำกลุ่มต่อต้านโรงโม่หินดอยแม่ออกรู จังหวัดเชียงราย
คำปัน สุกใส แกนนำเครือข่ายป่าชุมชนเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
สำเนา ศรีสงคราม ประธานชมรมชาวบ้านฟื้นฟูอนุรักษ์ลำน้ำพอง อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น
สมชาย นีละไพจิตร ประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิมและรองประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ
ชวน ชำนาญกิจ แกนนำชุมชนต้านยาเสพติด อ.ฉวาง นครศรีธรรมราช
แก้ว ปินปันมา แกนนำชาวบ้านที่เข้าไปใช้ที่ดินในพื้นที่กิ่ง อ.ดอยหล่อ
และคนล่าสุด ที่สะเทือนใจคนดี ที่รักบ้านเกิด รักแผ่นดิน รักชุมชนและครอบครัว อย่าง นายทองนาค เสวกจินดา อายุ 46 ปี แกนนำต่อต้านการขนส่งถ่านหินในพื้นที่ ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ซึ่งถูกนายทุนกับสมุนล้อมฆ่าอย่างโหดเหี้ยมโดยไม่เกรงกลัวอาญาแผ่นดิน !!
สังคมไทยกำลังเป็นสังคมที่หมักหมมคนชั่วให้กำเริบเสิบสานโดยที่อำนาจบ้านอาญาเมืองจัดการไม่ได้ เข้าไม่ถึงนั้น จะนำมาซึ่งการลุกฮือของคนเล็กคนน้อยที่สุดจะทน จนเกิดการลุกฮือต่อสู้พลีร่างอุทิศตน และเกิดประวัติศาสตร์ เกิดตำนานวีรชนคนท้องถิ่นและแน่นอนเกิดสำนึกปฏิปักษ์แข็งข้อ หรือ “ขบถ” ต่อบ้านเมือง ที่ไม่ปกครองให้เกิดความเป็นธรรม ซึ่งอันตราย !!เพราะจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐที่ไม่มีน้ำยารักษาความเป็นธรรม ล้มล้างชนชั้นนำชนชั้นปกครองที่กดขี่เอาเปรียบ และปกป้องชีวิตและทรัพย์สินให้ประชาชนไว้ได้ ที่สำคัญประวัติศาสตร์ขบวนการคนจนที่คิดจะเปลี่ยนแปลงประเทศแบบถอนรากถอนโคน นั้นมาจากอำนาจทุนอุปถัมภ์อำมาตย์ที่แผ่คลุม ซึ่งตำนานวีรชนลุกฮือเช่นนี้ นั้นอาจจะมีขึ้นมาจริงๆ ได้บนประวัติศาสตร์ไทย
ก่อนสายใยจะขาดสะบั้น : พระไพศาล วิสาโล
ย้อนหลังไปเมื่อ ๑๐ ปีก่อน ไม่กี่วันหลังจากเปลี่ยนศักราชใหม่ ได้เกิดปรากฏการณ์ใหม่หลายประการที่สร้างความประหลาดใจและความตื่นเต้นแก่คนไทยค่อนประเทศ เมื่อผลการเลือกตั้งวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๔ ออกมา ปรากฏว่าพรรคไทยรักไทยได้สส.จำนวนกึ่งหนึ่งของสภา นับเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ไทย ทำให้สามารถเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสียงท่วมท้นในสภาได้ แม้จะเป็นรัฐบาลผสมก็ตาม เป็นนิมิตหมายว่ารัฐบาลพลเรือนที่ขาดเสถียรภาพอันเป็นปัญหาเรื้อรังของการเมืองไทยกำลังจะกลายเป็นอดีต นั่นหมายความว่าการปฏิรูปการเมืองอันมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเป็นแม่บทกำลังจะบังเกิดผลแล้ว
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาบริหารประเทศพร้อมกับการสร้างความหวังให้แก่ประชาชนไทยว่าเมืองไทยกำลังเคลื่อนไปสู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เขาไม่เพียงนำชัยชนะมาให้แก่พรรคไทยรักไทยโดยอาศัยนโยบายที่ “โดนใจ”ประชาชนเท่านั้น หากยังพยายามทำนโยบายดังกล่าวให้เกิดผลตามที่สัญญา ไม่กี่เดือนหลังจากที่เขาได้นั่งทำเนียบ คนจนทั่วประเทศก็มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามนโยบาย ๓๐ บาทรักษาทุกโรค หลังจากนั้นนโยบายประชานิยมอื่น ๆ ก็ตามมา รวมทั้งกองทุนหมู่บ้าน และโครงการเอื้ออาทรนานาชนิด ใช่แต่เท่านั้นเขายังมีโครงการใหม่ ๆ อีกมากมายเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านต่าง ๆ ของโลก ไม่ว่า ด้านอาหาร แฟชั่น การท่องเที่ยวและบริการ ฯลฯ การทำงานด้วยความรวดเร็ว ฉับไว และกล้าตัดสินใจ ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ประชาชนทั้งประเทศ ขณะเดียวกันความสามารถในการควบคุมพรรคให้เป็นเอกภาพ จนไม่มีกลุ่มก๊วนใดกล้าก่อคลื่นใต้น้ำ ทำให้ผู้คนมีความหวังว่าการเมืองไทยนับแต่นี้ไปจะเข้มแข็งและขับเคลื่อนเมืองไทยให้รุดหน้าอย่างมั่นใจท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์อันเชี่ยวกราก หลังจากที่ล้มฟุบไปพักใหญ่ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง
อย่างไรก็ตามเมื่อผ่านไปเพียง ๕ ปี สถานการณ์ก็แปรเปลี่ยนไป ความหวังได้กลายเป็นความผิดหวังในหมู่ผู้คนเป็นอันมาก เสียงวิพากษ์วิจารณ์กระหึ่มดังมากขึ้น โดยมีจุดร่วมอยู่ที่การใช้อำนาจในทางมิชอบของพ.ต.ท.ทักษิณ อาทิ การเอื้อประโยชน์แก่พรรคพวก และการคอร์รัปชั่นทางนโยบาย ความไม่พอใจขยายตัวอย่างต่อเนื่องจนเกิดการชุมนุมประท้วงครั้งแล้วครั้งเล่า ผู้คนร่วมสมทบอย่างต่อเนื่องจนบางครั้งมีจำนวนเรือนแสน การเมืองที่เคยมั่นคงมีเสถียรภาพเริ่มเรรวนและปริร้าว เมืองไทยที่เคยรุดหน้าก็สะดุดหยุดกับที่ แม้จะมีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ แต่ก็ไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ตรงข้ามกลับการแบ่งขั้วแบ่งข้างในหมู่ประชาชนที่สนับสนุนและต่อตานพ.ต.ท.ทักษิณปรากฏชัดเจนขึ้นทั่วประเทศ จนเกือบจะเป็นการเผชิญหน้า
การรัฐประหารที่ตามมา แม้จะยึดอำนาจจากพ.ต.ท.ทักษิณได้ แต่หาได้ทำให้บ้านเมืองสงบลงไม่ ตรงกันข้ามกลับแตกร้าวหนักขึ้นในทุกระดับและทุกวงการ ไม่เพียงมีการต่อสู้แย่งชิงอำนาจในแวดวงระดับสูงเท่านั้น หากยังมีการเคลื่อนไหวมวลชนสนับสนุนชนชั้นนำทั้งสองฝ่าย ควบคู่ไปกับการผลักดันให้มีการเปลี่ยนระบบการเมืองตามอุดมการณ์ของตน ความพยายามที่จะช่วงชิงชัยชนะของแต่ละฝ่าย โดยไม่ยอมประนีประนอม นำไปสู่การประท้วงที่เข้มข้น ดุดัน ยืดเยื้อ อย่างไม่เคยมีมาก่อน เพื่อสร้างแรงกดดันอย่างหนักหน่วงให้แก่อีกฝ่าย ความรุนแรงที่เกิดขึ้นตามมาไม่ว่าจากฝ่ายใด ยิ่งซ้ำเติมความรู้สึกเคียดแค้นชิงชังและผลักคนไทยให้กลายเป็นปฏิปักษ์ต่อกันยิ่งกว่าเดิม แต่สถานการณ์จะไม่เลวร้ายกว่านี้หากไม่เกิดเหตุการณ์นองเลือดระหว่างการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อเดือนเมษายนและพฤษภาคมปีที่แล้ว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตร่วม ๑๒๐ คน บาดเจ็บร่วม ๓,๐๐๐ คน อันเป็นความสูญเสียที่มากที่สุดเท่าที่เคยมีจากการชุมนุมประท้วงกลางกรุงเทพมหานคร มาถึงวันนี้ไม่ผิดหากจะกล่าวว่าผู้คนส่วนใหญ่มองไม่เห็นอนาคตที่สดใสของเมืองไทย มีแต่ความหวาดวิตกว่าสิ่งเลวร้ายกำลังรออยู่ข้างหน้า
เมื่อปี ๒๕๔๔ คงไม่มีใครที่คิดว่าในชั่วเวลาเพียง ๑๐ ปี ความหวังของผู้คนจะเลือนหาย การเมืองไทยจะล้มลุกคลุกคลานและถอยหลังอย่างวันนี้ จะว่าไปแล้วความเสื่อมถอยดังกล่าวมิใช่ของใหม่สำหรับการเมืองไทยซึ่งผ่านรัฐประหาร-เผด็จการ และประชาธิปไตยครึ่งใบมาหลายครั้งตลอดช่วงเวลาเกือบ ๘๐ ปีที่ผ่านมา แต่สิ่งหนึ่งซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน และเป็นเรื่องที่น่าวิตกยิ่งกว่าก็คือ สำนึกร่วมในความเป็นชาติ หรือสายใยที่เคยเชื่อมโยงผู้คนให้รู้สึกผูกพันกันและเกาะเกี่ยวอยู่ในชุมชนเดียวกันที่เรียกว่า “ชาติ” นั้น กำลังถูกบั่นทอนและใกล้จะขาดสะบั้น
เป็นที่รู้กันดีว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาความแตกแยกอันเนื่องจากการแบ่งฝ่ายทางการเมืองได้เกิดขึ้นอย่างลึกซึ้งและกว้างขวางตั้งแต่ระดับครอบครัว ที่ทำงาน ชุมชน ละแวกบ้าน สถาบันหรือองค์กร (เช่น ทหาร ตำรวจ กระทั่งคณะสงฆ์) ไปจนถึงระดับจังหวัด แม้แต่ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคใต้ ก็แบ่งเป็นขั้วทางการเมืองอย่างชัดเจน ความร้าวฉานได้เกิดขึ้นทั้งประเทศอย่างไม่มีใครปฏิเสธได้
ขณะที่ความเห็นต่างทางการเมืองแพร่หลายและลงลึกนั้น สิ่งซึ่งเคยเป็นที่ยอมรับนับถือ หรือเป็นจุดร่วมของผู้คนทั้งประเทศ นับวันจะรวมใจคนทั้งชาติได้น้อยลง ไม่สามารถยึดโยงหรือเชื่อมร้อยผู้คนให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ยอมรับร่วมกันว่าเป็นวิถีทางแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองที่ดีที่สุด แต่ปัจจุบันกลับถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนไม่น้อย ส่วนคนที่เหลือก็ตั้งคำถามกับสถาบันหรือกลไกระดับชาติ เช่น สถาบันตุลาการ หรือกระบวนการยุติธรรม และองค์กรอิสระ มิไยต้องเอ่ยถึงสถาบันนิติบัญญัติ ซึ่งสูญเสียศรัทธาของประชาชนไปนานแล้ว
มิใช่แต่จุดร่วมในเชิงการเมืองการปกครองเท่านั้น สิ่งที่เลือนหายไปจากเมืองไทยยังรวมถึงจุดร่วมในทางวัฒนธรรม จิตสำนึก หรือแม้แต่ผลประโยชน์ ทุกวันนี้ความเป็นไทยไม่สามารถหล่อหลอมผู้คนให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ เพราะถูกตีความไปต่าง ๆ นานา จนแม้แต่ซื้อของฝรั่ง กินอาหารญี่ปุ่น แต่งตัวแบบเกาหลีก็ยังเรียกว่าเป็นไทยได้อย่างเต็มปาก สิ่งที่รัฐกำหนดให้เป็น “วัฒนธรรมแห่งชาติ” (รวมทั้งภาษาไทยแบบมาตรฐาน)แทบไม่มีความหมายในทางปฏิบัติ เช่นเดียวกับสถาบันแห่งชาติอีกมากมายที่ขาดการยอมรับอย่างกว้างขวาง
กระทั่ง “ผลประโยชน์แห่งชาติ” นับวันจะมีความหมายพร่าเลือนและขาดมนต์ขลัง ไม่สามารถเชิญชวนเรียกร้องให้ผู้คนพร้อมใจเสียสละได้ เพราะไม่เชื่อว่าประโยชน์ที่เกิดขึ้นนั้นจะตกแก่ส่วนรวม มิใช่แค่แก่คนบางกลุ่มเท่านั้น ขณะที่อีกส่วนหนึ่งรู้สึกว่า ประเทศชาติมิใช่เป็นของตน ไม่รู้สึกร่วมใน “ชาติ”ที่ผู้ปกครองประเทศเอ่ยอ้างถึง ด้วยเหตุนี้เสียงกระตุ้นให้ “รักชาติ” จึงไม่สามารถระดมผู้คนให้สมัครสมานสามัคคีได้เหมือนก่อน ในขณะที่หลายคนตั้งคำถามว่ารักชาติแล้วได้อะไร เพราะปากท้องของตนสำคัญกว่า ส่วนจำนวนไม่น้อยถามว่ารักชาติไปทำไม ในเมื่อทุกครั้งที่มีเสียงเรียกร้องให้รักชาติเสียสละเพื่อประเทศ พวกเขากลับต้องสูญเสียที่ดิน พลัดที่นาคาที่อยู่ และมีชีวิตลำบากมากขึ้น ส่วนคนอื่นกลับอยู่ดีกินดี มีความสะดวกสบายกว่าเดิม ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่คนเสื้อแดงที่มาชุมนุมประท้วงรัฐบาลที่กรุงเทพ ฯ เมื่อปีที่แล้ว มีเพียงร้อยละ ๒ เท่านั้นที่ตอบว่าตนเป็น “ผู้รักชาติ” (ประภาส ปิ่นตบแต่ง “การลุกขึ้นสู้ของคน “ยอดหญ้า”: บทวิเคราะห์ในเชิงมิติการเมืองใน แดง ทำไม (สำนักพิมพ์ openbooks) ) เชื่อแน่ว่าทัศนคติดังกล่าวยังเกิดแก่คนกลุ่มอื่นที่อยู่ในระดับล่างของสังคม ไม่จำเพาะกับคนเสื้อแดงเท่านั้น
สำนึกร่วมในความเป็นชาติกำลังเลือนหาย สายใยที่ยึดโยงผู้คนให้รู้สึกถึงความเป็นเพื่อนร่วมชาติ หรือมีชะตากรรมร่วมกันในประเทศนี้ กำลังขาดสะบั้น ปรากฏการณ์ดังกล่าวแม้แสดงตัวอย่างชัดเจนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ก็มิได้หมายความว่ามันเป็นผลพวงจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างพ.ต.ท.ทักษิณกับฝ่ายตรงข้าม แท้ที่จริงปัญหาดังกล่าวมีความเป็นมาที่ยาวไกลกว่านั้น และเชื่อมโยงกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมืองที่ฝังรากลึกมานาน ประสมกับความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ที่มาพร้อมกับกระแสโลกาภิวัตน์ เป็นแต่ว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมาได้ซ้ำเติมปัญหานี้ให้รุนแรงขึ้น ขณะเดียวกันเมื่อสาวไปให้ถึงที่สุด ก็จะพบว่าความขัดแย้งนี้มีรากเหง้าอันเดียวกันกับปัญหาดังกล่าว
การพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมาตลอด ๕๐ ปี แม้จะกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว จนรายได้ต่อหัวของคนไทยเพิ่มขึ้นถึง ๕๐ เท่า (จาก ๒,๒๓๘ บาทในปี ๒๕๐๓ เป็น แสนบาทเศษในปัจจุบัน) แต่ในเวลาเดียวกัน โครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมืองที่เติบใหญ่จากการพัฒนาดังกล่าวก็ทำให้ ช่องว่างระหว่างคนไทยด้วยกันถ่างกว้างขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อปี ๒๕๔๙ พบว่า กลุ่มคนรวยสุดมีทรัพย์สินมากเป็น ๖๙ เท่าของกลุ่มคนที่จนสุด ยิ่งกว่านั้นยังพบว่า ร้อยละ ๔๒ ของเงินฝากในธนาคารทั้งประเทศ (ซึ่งมีค่าประมาณ ๑ ใน ๓ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของชาติ) เป็นของคนเพียง ๓๕,๐๐๐ คนเท่านั้น ( ประมาณ ๑ ใน๒๐๐๐ ของประชากรทั้งประเทศ) หรืออาจน้อยกว่านั้นด้วยซ้ำ
เห็นได้ชัดว่าความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของประเทศไทยมีสูงมาก สิ่งที่ตามมาอย่างหลากเลี่ยงไม่ได้ก็คือ ความไม่เป็นธรรมทางสังคมที่เกิดกับคนระดับล่าง อาทิ การถูกเลือกปฏิบัติ ไม่ได้รับความเสมอภาคตามกฎหมาย ไม่ได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกับคนที่รวยกว่า (เช่น โอกาสในการศึกษา การเข้าถึงแหล่งเงินทุน หรือทรัพยากรของรัฐ ) รวมทั้งต้องเป็นประสบกับการใช้อำนาจบาตรใหญ่ หรือการดูถูกเหยียดหยามแม้กระทั่งจากเจ้าหน้าที่รัฐ
ในบริบทเช่นนี้เอง พ.ต.ท.ทักษิณจึงได้รับความนิยมอย่างล้นหลามเมื่อผลักดันนโยบายประชานิยม ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อคนระดับล่าง อาทิ ชาวนา ชาวไร่ แรงงานนอกระบบ และผู้ประกอบการรายย่อย คนเหล่านี้ไม่เพียงถูกละเลยจากรัฐบาลชุดแล้วชุดเล่าก่อนหน้านั้นเท่านั้น หากยังเป็นผู้รับภาระจากการพัฒนาเศรษฐกิจตลอด ๕๐ ปีที่ผ่านมามากกว่าคนกลุ่มใด อีกทั้งยังได้รับประโยชน์น้อยมากจากโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองที่เป็นอยู่ ตรงข้ามกับคนอีกกลุ่มหนึ่งได้รับประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ภายใต้โครงสร้างที่มีความเหลื่อมล้ำอย่างมากเช่นนี้ รัฐบาลทักษิณจึงกลายเป็นความหวังของประชาชนระดับล่าง ซึ่งไม่เพียงกระจายหยิบยื่นผลประโยชน์จากส่วนกลางมาให้แก่พวกเขาอย่างเป็นรูปธรรมเท่านั้น หากยังช่วยปราบปรามผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น และทำให้พวกเขารู้สึกว่ามีที่พึ่งพาในยามที่มีปัญหากับข้าราชการที่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ ดังนั้นแม้เสียงวิจารณ์รัฐบาลทักษิณจะดังเพียงใด มีการประท้วงต่อต้านหนักขนาดไหน ก็ไม่สามารถเปลี่ยนใจพวกเขาได้
การก่อรัฐประหารเพื่อยึดอำนาจจากพ.ต.ท.ทักษิณ ตลอดจนการพยายามกำจัดเขาและพรรคพวกออกจากวงการเมืองด้วยวิธีการต่าง ๆ ได้ตอกย้ำให้คนระดับล่างจำนวนไม่น้อยที่สนับสนุนเขารู้สึกถึงความไม่เป็นธรรม หรือ “สองมาตรฐาน” ที่มีอยู่ในประเทศ แต่ถึงจะไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าว ความรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมในหมู่คนระดับล่างก็มีอยู่แล้ว และมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น จนอาจถึงกับเกิดความรู้สึกว่าประเทศชาตินี้มิใช่เป็นของเขา เขาเป็นเพียงผู้อาศัยเท่านั้น
ควบคู่กับความรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งของชาติอย่างสนิทใจ ก็คือความรู้สึกเหินห่างจนถึงกับแปลกแยกระหว่างคนในชาติด้วยกัน โดยเฉพาะระหว่างคนรวยกับคนจน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่มากล้นและโอกาสที่แตกต่างกัน ทำให้คนสองกลุ่มมีวิถีชีวิตที่ต่างกันราวฟ้ากับดิน มีรสนิยมและความคิดไปคนละทาง คนรวยในไทยกลับมีความรู้สึกใกล้ชิดกับคนรวยในสิงคโปร์หรืออังกฤษ มากกว่าที่จะรู้สึกใกล้ชิดกับคนจน(หรือแม้แต่คนชั้นกลางระดับล่าง)ที่เป็นไทยด้วยกัน สภาพเช่นนี้นักวิชาการบางท่านเรียกว่า “หนึ่งรัฐ สองสังคม” คือแม้จะอยู่ในประเทศเดียวกัน แต่ผู้คนแตกขั้วออกเป็นสอง
ในขณะที่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และความไม่เป็นธรรมในสังคม ทำให้สังคมแตกตัวหรือแบ่งแยกในแนวตั้งตามระดับรายได้ คือ รวยกับจน กระแสโลกาภิวัตน์ที่ไหลบ่าก็ทำให้เกิดการแตกตัวในแนวราบ กล่าวคือ แม้ในหมู่คนรวย หรือคนชั้นกลางที่มีรายได้ระดับเดียวกัน ก็ยังมีการแบ่งเป็นกลุ่มย่อย ๆ ตามรสนิยม การดำเนินชีวิต ความคิดความเชื่อ และผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน ทั้งนี้เพราะโลกาภิวัตน์ได้ทำให้ผู้คนเข้าถึงสื่อที่หลากหลาย (โทรทัศน์ ๑๐๐ ช่อง เว็บไซต์นับล้าน) และมีทางเลือกมากมายในการบริโภค (เสื้อผ้านับพันยี่ห้อ) ในเวลาเดียวกันการเปิดตลาดเสรีก็นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว มีอาชีพหลากหลายมากขึ้น จึงมีวิธีคิดและผลประโยชน์แตกต่างกันมากขึ้น ยิ่งคบค้าสมาคมในกลุ่มคนที่มีวิถีชีวิต รสนิยม ความคิดความเชื่อและผลประโยชน์ที่คล้ายกัน ก็ยิ่งเกิดความเหินห่างจนอาจถึงกับแปลกแยกกับคนกลุ่มอื่นที่มีวัฒนธรรมหรือผลประโยชน์ต่างกัน ทั้งนี้ยังไม่ต้องเอ่ยถึงผลกระทบจากเศรษฐกิจไร้พรมแดนตามกระแสโลกาภิวัตน์ ที่ทำให้คนรวยได้รับประโยชน์มากขึ้น ในขณะที่คนระดับล่างเดือดร้อนยิ่งกว่าเดิม (เช่น เกษตรกรเชียงใหม่ขายกระเทียมไม่ออกเนื่องจากถูกกระเทียมจากจีนตีตลาด) จึงยิ่งเพิ่มความเหลื่อมล้ำและขยายช่องว่างระหว่างคนในชาติให้ถ่างกว้างขึ้น
ความแตกต่างทางวัฒนธรรมและผลประโยชน์ไม่จำเป็นต้องหมายถึงความแตกแยกของสังคมหรือคนในชาติ แต่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและความไม่เป็นธรรมในสังคมนั้นเป็นปัญหาอย่างแน่นอน เพราะสามารถบั่นทอนสายใยแห่งความเป็นชาติได้ ทำให้ผู้คนรู้สึกเหินห่างหมางเมิน หรือเกิดอคติต่อกันจนกลายเป็นความเคียดแค้นชิงชัง เพียงแค่มีสิ่งกระตุ้นเร้าความโกรธเกลียด ผู้คนก็สามารถทำร้ายเข่นฆ่ากันได้
การเรียกร้องให้รักชาติ หรือให้คนไทยสามัคคีกันนั้น ไม่มีประโยชน์ตราบใดที่ความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมยังดำรงอยู่และตอกย้ำให้ผู้คนมีความรู้สึกนึกคิดในทางตรงข้าม สำนึกร่วมในความเป็นชาติจะมั่นคงเข้มแข็งได้ก็ต่อเมื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น จะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องสาวไปให้ถึงตัวการสำคัญที่ทั้งเสริมสร้างและค้ำจุนความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมมาโดยตลอด นั่นคือโครงสร้างอำนาจที่รวมศูนย์ไว้กับส่วนกลาง
หลายทศวรรษที่ผ่านมาการรวมอำนาจที่ส่วนกลาง ได้เอื้อให้คนส่วนน้อยใช้อำนาจนั้นในการวางนโยบายและจัดการทรัพยากรเพื่อเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มของตัว โดยผลักภาระให้แก่คนระดับล่าง ซึ่งมักลงเอยด้วยการสูญเสียทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต จนต้องละทิ้งวิถีชีวิตดั้งเดิมของตน ขณะเดียวกันแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมที่ออกมาจากส่วนกลาง ยังทำให้ท้องถิ่นอ่อนแอลง ไม่สามารถจัดการตนเองแม้กระทั่งเรื่องพื้นฐาน ผลก็คือ นอกจากช่องว่างระหว่างผู้คนในสังคมจะถ่างกว้างขึ้นแล้ว ยังเกิดช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบท และระหว่างเมืองหลวง ฯ กับเมืองอื่น จนเป็นปัญหาเรื้อรังกระทั่งทุกวันนี้
ทางออกก็คือการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจรัฐ โดยให้กระจายสู่ท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นมีอำนาจในการจัดการชีวิตและชุมชนของตนได้ ประโยชน์ย่อมจะตกแก่คนในท้องถิ่นมากขึ้น ทำให้มีฐานะความเป็นอยู่ดีกว่าเดิม ขณะเดียวกันศักยภาพที่เพิ่มขึ้นจากการที่ต้องรับผิดชอบตนเอง จะช่วยให้ท้องถิ่นสามารถปกป้องตนเองจากกระแสโลกาภิวัตน์ได้มากขึ้น โดยเฉพาะในยามนี้ที่รัฐบาลมีอำนาจน้อยลงในการปกป้องประชาชนจากอิทธิพลข้ามชาติ (แม้จะยังมีอำนาจบังคับบัญชาประชาชนอยู่มากก็ตาม)
นี้เป็นประเด็นที่คณะกรรมการปฏิรูปซึ่งมีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานให้ความสำคัญมาก ดังได้เสนอให้มีการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจรัฐ โดยยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาค แล้วโอนอำนาจการบริหารจัดการตนเองไปให้ท้องถิ่นตั้งแต่ระดับจังหวัดลงไปจนถึงตำบล กล่าวคือให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นผู้จัดการทรัพยากรท้องถิ่น เป็นผู้จัดการศึกษา ดูแลรักษาความสงบพื้นฐาน และวางแผนพัฒนาเอง รวมทั้งมีอำนาจในการจัดระบบการคลังของตน เช่น การลงทุน การกู้ยืม การร่วมทุน ตลอดจนมีอำนาจในการจัดเก็บภาษีบางประเภท
นอกจากการโอนอำนาจการจัดการตนเองให้อปท. แล้ว รัฐยังต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมกับอปท.ในการบริหารจัดการตนเองด้วย ทั้งในด้านทรัพยากร ศิลปวัฒนธรรม การให้บริการสาธารณะ และการวางแผนพัฒนา อีกทั้งยังสามารถกำกับตรวจสอบอปท.ได้ด้วย ทั้งนี้เพื่อมิให้อำนาจที่กระจายจากส่วนกลาง มากระจุกอยู่ที่อปท. แต่ยังกระจายไปถึงประชาชนอย่างแท้จริง
การปฏิรูปตามแนวทางดังกล่าว จะช่วยให้ท้องถิ่นเข้มแข็งขึ้น ประชาชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้นเพราะได้รับประโยชน์จากทรัพยากรท้องถิ่นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย การศึกษาจะสอดคล้องกับความต้องการของชุมชนมากขึ้น แทนที่จะสนองนโยบายจากส่วนกลางอย่างที่เป็นอยู่ วัฒนธรรมซึ่งเคยถูกครอบงำจากส่วนกลาง จะฟื้นฟูและทำให้ประชาชนมีความภาคภูมิใจในตนเองมากขึ้น การพัฒนาท้องถิ่นจะตอบสนองประโยชน์ของท้องถิ่นเป็นหลัก
การให้อำนาจแก่ท้องถิ่นในการจัดการตนเอง ยังเป็นการเปิดพื้นที่ให้แก่ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ที่มีวัฒนธรรมและผลประโยชน์แตกต่างกันมาต่อรองและจัดสรรทรัพยากรร่วมกัน ซึ่งจะอำนวยให้เกิดความเป็นธรรมในท้องถิ่นมากขึ้น ขณะเดียวกันการใช้อิทธิพลจากภายนอกเพื่อแย่งชิงทรัพยากรท้องถิ่นก็จะลดลง ไม่ว่าจะเป็นอิทธิพลจากส่วนกลางหรือทุนขนาดใหญ่ก็ตาม วิธีนี้จะช่วยให้ท้องถิ่นต่าง ๆ สามารถรับมือกับกระแสโลกาภิวัตน์ได้มากขึ้น แทนที่จะถูกกระทำแต่ฝ่ายเดียว โดยอาศัยข้อตกลงที่ทำไว้กับส่วนกลาง หรืออาศัยอำนาจจากรัฐบาล อย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้
อำนาจเมื่อกระจายสู่ท้องถิ่น ย่อมก่อให้ความเปลี่ยนแปลงที่ส่วนกลาง จากเดิมที่เคยใช้อำนาจกับท้องถิ่น ก็จะเปลี่ยนมาเป็นการปรึกษาหารือหรือชักจูงโน้มน้าวแทน พร้อมกันนั้นก็ทำให้การเมืองระดับชาติที่มุ่งชิงอำนาจจากส่วนกลาง มีความเข้มข้นดุเดือดหรือเอาเป็นเอาตายน้อยลง เพราะอำนาจและผลประโยชน์ที่จะได้จากการเป็นรัฐบาลจะลดลง
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาบริหารประเทศพร้อมกับการสร้างความหวังให้แก่ประชาชนไทยว่าเมืองไทยกำลังเคลื่อนไปสู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เขาไม่เพียงนำชัยชนะมาให้แก่พรรคไทยรักไทยโดยอาศัยนโยบายที่ “โดนใจ”ประชาชนเท่านั้น หากยังพยายามทำนโยบายดังกล่าวให้เกิดผลตามที่สัญญา ไม่กี่เดือนหลังจากที่เขาได้นั่งทำเนียบ คนจนทั่วประเทศก็มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามนโยบาย ๓๐ บาทรักษาทุกโรค หลังจากนั้นนโยบายประชานิยมอื่น ๆ ก็ตามมา รวมทั้งกองทุนหมู่บ้าน และโครงการเอื้ออาทรนานาชนิด ใช่แต่เท่านั้นเขายังมีโครงการใหม่ ๆ อีกมากมายเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านต่าง ๆ ของโลก ไม่ว่า ด้านอาหาร แฟชั่น การท่องเที่ยวและบริการ ฯลฯ การทำงานด้วยความรวดเร็ว ฉับไว และกล้าตัดสินใจ ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ประชาชนทั้งประเทศ ขณะเดียวกันความสามารถในการควบคุมพรรคให้เป็นเอกภาพ จนไม่มีกลุ่มก๊วนใดกล้าก่อคลื่นใต้น้ำ ทำให้ผู้คนมีความหวังว่าการเมืองไทยนับแต่นี้ไปจะเข้มแข็งและขับเคลื่อนเมืองไทยให้รุดหน้าอย่างมั่นใจท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์อันเชี่ยวกราก หลังจากที่ล้มฟุบไปพักใหญ่ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง
อย่างไรก็ตามเมื่อผ่านไปเพียง ๕ ปี สถานการณ์ก็แปรเปลี่ยนไป ความหวังได้กลายเป็นความผิดหวังในหมู่ผู้คนเป็นอันมาก เสียงวิพากษ์วิจารณ์กระหึ่มดังมากขึ้น โดยมีจุดร่วมอยู่ที่การใช้อำนาจในทางมิชอบของพ.ต.ท.ทักษิณ อาทิ การเอื้อประโยชน์แก่พรรคพวก และการคอร์รัปชั่นทางนโยบาย ความไม่พอใจขยายตัวอย่างต่อเนื่องจนเกิดการชุมนุมประท้วงครั้งแล้วครั้งเล่า ผู้คนร่วมสมทบอย่างต่อเนื่องจนบางครั้งมีจำนวนเรือนแสน การเมืองที่เคยมั่นคงมีเสถียรภาพเริ่มเรรวนและปริร้าว เมืองไทยที่เคยรุดหน้าก็สะดุดหยุดกับที่ แม้จะมีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ แต่ก็ไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ตรงข้ามกลับการแบ่งขั้วแบ่งข้างในหมู่ประชาชนที่สนับสนุนและต่อตานพ.ต.ท.ทักษิณปรากฏชัดเจนขึ้นทั่วประเทศ จนเกือบจะเป็นการเผชิญหน้า
การรัฐประหารที่ตามมา แม้จะยึดอำนาจจากพ.ต.ท.ทักษิณได้ แต่หาได้ทำให้บ้านเมืองสงบลงไม่ ตรงกันข้ามกลับแตกร้าวหนักขึ้นในทุกระดับและทุกวงการ ไม่เพียงมีการต่อสู้แย่งชิงอำนาจในแวดวงระดับสูงเท่านั้น หากยังมีการเคลื่อนไหวมวลชนสนับสนุนชนชั้นนำทั้งสองฝ่าย ควบคู่ไปกับการผลักดันให้มีการเปลี่ยนระบบการเมืองตามอุดมการณ์ของตน ความพยายามที่จะช่วงชิงชัยชนะของแต่ละฝ่าย โดยไม่ยอมประนีประนอม นำไปสู่การประท้วงที่เข้มข้น ดุดัน ยืดเยื้อ อย่างไม่เคยมีมาก่อน เพื่อสร้างแรงกดดันอย่างหนักหน่วงให้แก่อีกฝ่าย ความรุนแรงที่เกิดขึ้นตามมาไม่ว่าจากฝ่ายใด ยิ่งซ้ำเติมความรู้สึกเคียดแค้นชิงชังและผลักคนไทยให้กลายเป็นปฏิปักษ์ต่อกันยิ่งกว่าเดิม แต่สถานการณ์จะไม่เลวร้ายกว่านี้หากไม่เกิดเหตุการณ์นองเลือดระหว่างการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อเดือนเมษายนและพฤษภาคมปีที่แล้ว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตร่วม ๑๒๐ คน บาดเจ็บร่วม ๓,๐๐๐ คน อันเป็นความสูญเสียที่มากที่สุดเท่าที่เคยมีจากการชุมนุมประท้วงกลางกรุงเทพมหานคร มาถึงวันนี้ไม่ผิดหากจะกล่าวว่าผู้คนส่วนใหญ่มองไม่เห็นอนาคตที่สดใสของเมืองไทย มีแต่ความหวาดวิตกว่าสิ่งเลวร้ายกำลังรออยู่ข้างหน้า
เมื่อปี ๒๕๔๔ คงไม่มีใครที่คิดว่าในชั่วเวลาเพียง ๑๐ ปี ความหวังของผู้คนจะเลือนหาย การเมืองไทยจะล้มลุกคลุกคลานและถอยหลังอย่างวันนี้ จะว่าไปแล้วความเสื่อมถอยดังกล่าวมิใช่ของใหม่สำหรับการเมืองไทยซึ่งผ่านรัฐประหาร-เผด็จการ และประชาธิปไตยครึ่งใบมาหลายครั้งตลอดช่วงเวลาเกือบ ๘๐ ปีที่ผ่านมา แต่สิ่งหนึ่งซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน และเป็นเรื่องที่น่าวิตกยิ่งกว่าก็คือ สำนึกร่วมในความเป็นชาติ หรือสายใยที่เคยเชื่อมโยงผู้คนให้รู้สึกผูกพันกันและเกาะเกี่ยวอยู่ในชุมชนเดียวกันที่เรียกว่า “ชาติ” นั้น กำลังถูกบั่นทอนและใกล้จะขาดสะบั้น
เป็นที่รู้กันดีว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาความแตกแยกอันเนื่องจากการแบ่งฝ่ายทางการเมืองได้เกิดขึ้นอย่างลึกซึ้งและกว้างขวางตั้งแต่ระดับครอบครัว ที่ทำงาน ชุมชน ละแวกบ้าน สถาบันหรือองค์กร (เช่น ทหาร ตำรวจ กระทั่งคณะสงฆ์) ไปจนถึงระดับจังหวัด แม้แต่ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคใต้ ก็แบ่งเป็นขั้วทางการเมืองอย่างชัดเจน ความร้าวฉานได้เกิดขึ้นทั้งประเทศอย่างไม่มีใครปฏิเสธได้
ขณะที่ความเห็นต่างทางการเมืองแพร่หลายและลงลึกนั้น สิ่งซึ่งเคยเป็นที่ยอมรับนับถือ หรือเป็นจุดร่วมของผู้คนทั้งประเทศ นับวันจะรวมใจคนทั้งชาติได้น้อยลง ไม่สามารถยึดโยงหรือเชื่อมร้อยผู้คนให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ยอมรับร่วมกันว่าเป็นวิถีทางแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองที่ดีที่สุด แต่ปัจจุบันกลับถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนไม่น้อย ส่วนคนที่เหลือก็ตั้งคำถามกับสถาบันหรือกลไกระดับชาติ เช่น สถาบันตุลาการ หรือกระบวนการยุติธรรม และองค์กรอิสระ มิไยต้องเอ่ยถึงสถาบันนิติบัญญัติ ซึ่งสูญเสียศรัทธาของประชาชนไปนานแล้ว
มิใช่แต่จุดร่วมในเชิงการเมืองการปกครองเท่านั้น สิ่งที่เลือนหายไปจากเมืองไทยยังรวมถึงจุดร่วมในทางวัฒนธรรม จิตสำนึก หรือแม้แต่ผลประโยชน์ ทุกวันนี้ความเป็นไทยไม่สามารถหล่อหลอมผู้คนให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ เพราะถูกตีความไปต่าง ๆ นานา จนแม้แต่ซื้อของฝรั่ง กินอาหารญี่ปุ่น แต่งตัวแบบเกาหลีก็ยังเรียกว่าเป็นไทยได้อย่างเต็มปาก สิ่งที่รัฐกำหนดให้เป็น “วัฒนธรรมแห่งชาติ” (รวมทั้งภาษาไทยแบบมาตรฐาน)แทบไม่มีความหมายในทางปฏิบัติ เช่นเดียวกับสถาบันแห่งชาติอีกมากมายที่ขาดการยอมรับอย่างกว้างขวาง
กระทั่ง “ผลประโยชน์แห่งชาติ” นับวันจะมีความหมายพร่าเลือนและขาดมนต์ขลัง ไม่สามารถเชิญชวนเรียกร้องให้ผู้คนพร้อมใจเสียสละได้ เพราะไม่เชื่อว่าประโยชน์ที่เกิดขึ้นนั้นจะตกแก่ส่วนรวม มิใช่แค่แก่คนบางกลุ่มเท่านั้น ขณะที่อีกส่วนหนึ่งรู้สึกว่า ประเทศชาติมิใช่เป็นของตน ไม่รู้สึกร่วมใน “ชาติ”ที่ผู้ปกครองประเทศเอ่ยอ้างถึง ด้วยเหตุนี้เสียงกระตุ้นให้ “รักชาติ” จึงไม่สามารถระดมผู้คนให้สมัครสมานสามัคคีได้เหมือนก่อน ในขณะที่หลายคนตั้งคำถามว่ารักชาติแล้วได้อะไร เพราะปากท้องของตนสำคัญกว่า ส่วนจำนวนไม่น้อยถามว่ารักชาติไปทำไม ในเมื่อทุกครั้งที่มีเสียงเรียกร้องให้รักชาติเสียสละเพื่อประเทศ พวกเขากลับต้องสูญเสียที่ดิน พลัดที่นาคาที่อยู่ และมีชีวิตลำบากมากขึ้น ส่วนคนอื่นกลับอยู่ดีกินดี มีความสะดวกสบายกว่าเดิม ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่คนเสื้อแดงที่มาชุมนุมประท้วงรัฐบาลที่กรุงเทพ ฯ เมื่อปีที่แล้ว มีเพียงร้อยละ ๒ เท่านั้นที่ตอบว่าตนเป็น “ผู้รักชาติ” (ประภาส ปิ่นตบแต่ง “การลุกขึ้นสู้ของคน “ยอดหญ้า”: บทวิเคราะห์ในเชิงมิติการเมืองใน แดง ทำไม (สำนักพิมพ์ openbooks) ) เชื่อแน่ว่าทัศนคติดังกล่าวยังเกิดแก่คนกลุ่มอื่นที่อยู่ในระดับล่างของสังคม ไม่จำเพาะกับคนเสื้อแดงเท่านั้น
สำนึกร่วมในความเป็นชาติกำลังเลือนหาย สายใยที่ยึดโยงผู้คนให้รู้สึกถึงความเป็นเพื่อนร่วมชาติ หรือมีชะตากรรมร่วมกันในประเทศนี้ กำลังขาดสะบั้น ปรากฏการณ์ดังกล่าวแม้แสดงตัวอย่างชัดเจนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ก็มิได้หมายความว่ามันเป็นผลพวงจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างพ.ต.ท.ทักษิณกับฝ่ายตรงข้าม แท้ที่จริงปัญหาดังกล่าวมีความเป็นมาที่ยาวไกลกว่านั้น และเชื่อมโยงกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมืองที่ฝังรากลึกมานาน ประสมกับความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ที่มาพร้อมกับกระแสโลกาภิวัตน์ เป็นแต่ว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมาได้ซ้ำเติมปัญหานี้ให้รุนแรงขึ้น ขณะเดียวกันเมื่อสาวไปให้ถึงที่สุด ก็จะพบว่าความขัดแย้งนี้มีรากเหง้าอันเดียวกันกับปัญหาดังกล่าว
การพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมาตลอด ๕๐ ปี แม้จะกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว จนรายได้ต่อหัวของคนไทยเพิ่มขึ้นถึง ๕๐ เท่า (จาก ๒,๒๓๘ บาทในปี ๒๕๐๓ เป็น แสนบาทเศษในปัจจุบัน) แต่ในเวลาเดียวกัน โครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมืองที่เติบใหญ่จากการพัฒนาดังกล่าวก็ทำให้ ช่องว่างระหว่างคนไทยด้วยกันถ่างกว้างขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อปี ๒๕๔๙ พบว่า กลุ่มคนรวยสุดมีทรัพย์สินมากเป็น ๖๙ เท่าของกลุ่มคนที่จนสุด ยิ่งกว่านั้นยังพบว่า ร้อยละ ๔๒ ของเงินฝากในธนาคารทั้งประเทศ (ซึ่งมีค่าประมาณ ๑ ใน ๓ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของชาติ) เป็นของคนเพียง ๓๕,๐๐๐ คนเท่านั้น ( ประมาณ ๑ ใน๒๐๐๐ ของประชากรทั้งประเทศ) หรืออาจน้อยกว่านั้นด้วยซ้ำ
เห็นได้ชัดว่าความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของประเทศไทยมีสูงมาก สิ่งที่ตามมาอย่างหลากเลี่ยงไม่ได้ก็คือ ความไม่เป็นธรรมทางสังคมที่เกิดกับคนระดับล่าง อาทิ การถูกเลือกปฏิบัติ ไม่ได้รับความเสมอภาคตามกฎหมาย ไม่ได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกับคนที่รวยกว่า (เช่น โอกาสในการศึกษา การเข้าถึงแหล่งเงินทุน หรือทรัพยากรของรัฐ ) รวมทั้งต้องเป็นประสบกับการใช้อำนาจบาตรใหญ่ หรือการดูถูกเหยียดหยามแม้กระทั่งจากเจ้าหน้าที่รัฐ
ในบริบทเช่นนี้เอง พ.ต.ท.ทักษิณจึงได้รับความนิยมอย่างล้นหลามเมื่อผลักดันนโยบายประชานิยม ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อคนระดับล่าง อาทิ ชาวนา ชาวไร่ แรงงานนอกระบบ และผู้ประกอบการรายย่อย คนเหล่านี้ไม่เพียงถูกละเลยจากรัฐบาลชุดแล้วชุดเล่าก่อนหน้านั้นเท่านั้น หากยังเป็นผู้รับภาระจากการพัฒนาเศรษฐกิจตลอด ๕๐ ปีที่ผ่านมามากกว่าคนกลุ่มใด อีกทั้งยังได้รับประโยชน์น้อยมากจากโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองที่เป็นอยู่ ตรงข้ามกับคนอีกกลุ่มหนึ่งได้รับประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ภายใต้โครงสร้างที่มีความเหลื่อมล้ำอย่างมากเช่นนี้ รัฐบาลทักษิณจึงกลายเป็นความหวังของประชาชนระดับล่าง ซึ่งไม่เพียงกระจายหยิบยื่นผลประโยชน์จากส่วนกลางมาให้แก่พวกเขาอย่างเป็นรูปธรรมเท่านั้น หากยังช่วยปราบปรามผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น และทำให้พวกเขารู้สึกว่ามีที่พึ่งพาในยามที่มีปัญหากับข้าราชการที่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ ดังนั้นแม้เสียงวิจารณ์รัฐบาลทักษิณจะดังเพียงใด มีการประท้วงต่อต้านหนักขนาดไหน ก็ไม่สามารถเปลี่ยนใจพวกเขาได้
การก่อรัฐประหารเพื่อยึดอำนาจจากพ.ต.ท.ทักษิณ ตลอดจนการพยายามกำจัดเขาและพรรคพวกออกจากวงการเมืองด้วยวิธีการต่าง ๆ ได้ตอกย้ำให้คนระดับล่างจำนวนไม่น้อยที่สนับสนุนเขารู้สึกถึงความไม่เป็นธรรม หรือ “สองมาตรฐาน” ที่มีอยู่ในประเทศ แต่ถึงจะไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าว ความรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมในหมู่คนระดับล่างก็มีอยู่แล้ว และมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น จนอาจถึงกับเกิดความรู้สึกว่าประเทศชาตินี้มิใช่เป็นของเขา เขาเป็นเพียงผู้อาศัยเท่านั้น
ควบคู่กับความรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งของชาติอย่างสนิทใจ ก็คือความรู้สึกเหินห่างจนถึงกับแปลกแยกระหว่างคนในชาติด้วยกัน โดยเฉพาะระหว่างคนรวยกับคนจน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่มากล้นและโอกาสที่แตกต่างกัน ทำให้คนสองกลุ่มมีวิถีชีวิตที่ต่างกันราวฟ้ากับดิน มีรสนิยมและความคิดไปคนละทาง คนรวยในไทยกลับมีความรู้สึกใกล้ชิดกับคนรวยในสิงคโปร์หรืออังกฤษ มากกว่าที่จะรู้สึกใกล้ชิดกับคนจน(หรือแม้แต่คนชั้นกลางระดับล่าง)ที่เป็นไทยด้วยกัน สภาพเช่นนี้นักวิชาการบางท่านเรียกว่า “หนึ่งรัฐ สองสังคม” คือแม้จะอยู่ในประเทศเดียวกัน แต่ผู้คนแตกขั้วออกเป็นสอง
ในขณะที่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และความไม่เป็นธรรมในสังคม ทำให้สังคมแตกตัวหรือแบ่งแยกในแนวตั้งตามระดับรายได้ คือ รวยกับจน กระแสโลกาภิวัตน์ที่ไหลบ่าก็ทำให้เกิดการแตกตัวในแนวราบ กล่าวคือ แม้ในหมู่คนรวย หรือคนชั้นกลางที่มีรายได้ระดับเดียวกัน ก็ยังมีการแบ่งเป็นกลุ่มย่อย ๆ ตามรสนิยม การดำเนินชีวิต ความคิดความเชื่อ และผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน ทั้งนี้เพราะโลกาภิวัตน์ได้ทำให้ผู้คนเข้าถึงสื่อที่หลากหลาย (โทรทัศน์ ๑๐๐ ช่อง เว็บไซต์นับล้าน) และมีทางเลือกมากมายในการบริโภค (เสื้อผ้านับพันยี่ห้อ) ในเวลาเดียวกันการเปิดตลาดเสรีก็นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว มีอาชีพหลากหลายมากขึ้น จึงมีวิธีคิดและผลประโยชน์แตกต่างกันมากขึ้น ยิ่งคบค้าสมาคมในกลุ่มคนที่มีวิถีชีวิต รสนิยม ความคิดความเชื่อและผลประโยชน์ที่คล้ายกัน ก็ยิ่งเกิดความเหินห่างจนอาจถึงกับแปลกแยกกับคนกลุ่มอื่นที่มีวัฒนธรรมหรือผลประโยชน์ต่างกัน ทั้งนี้ยังไม่ต้องเอ่ยถึงผลกระทบจากเศรษฐกิจไร้พรมแดนตามกระแสโลกาภิวัตน์ ที่ทำให้คนรวยได้รับประโยชน์มากขึ้น ในขณะที่คนระดับล่างเดือดร้อนยิ่งกว่าเดิม (เช่น เกษตรกรเชียงใหม่ขายกระเทียมไม่ออกเนื่องจากถูกกระเทียมจากจีนตีตลาด) จึงยิ่งเพิ่มความเหลื่อมล้ำและขยายช่องว่างระหว่างคนในชาติให้ถ่างกว้างขึ้น
ความแตกต่างทางวัฒนธรรมและผลประโยชน์ไม่จำเป็นต้องหมายถึงความแตกแยกของสังคมหรือคนในชาติ แต่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและความไม่เป็นธรรมในสังคมนั้นเป็นปัญหาอย่างแน่นอน เพราะสามารถบั่นทอนสายใยแห่งความเป็นชาติได้ ทำให้ผู้คนรู้สึกเหินห่างหมางเมิน หรือเกิดอคติต่อกันจนกลายเป็นความเคียดแค้นชิงชัง เพียงแค่มีสิ่งกระตุ้นเร้าความโกรธเกลียด ผู้คนก็สามารถทำร้ายเข่นฆ่ากันได้
การเรียกร้องให้รักชาติ หรือให้คนไทยสามัคคีกันนั้น ไม่มีประโยชน์ตราบใดที่ความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมยังดำรงอยู่และตอกย้ำให้ผู้คนมีความรู้สึกนึกคิดในทางตรงข้าม สำนึกร่วมในความเป็นชาติจะมั่นคงเข้มแข็งได้ก็ต่อเมื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น จะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องสาวไปให้ถึงตัวการสำคัญที่ทั้งเสริมสร้างและค้ำจุนความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมมาโดยตลอด นั่นคือโครงสร้างอำนาจที่รวมศูนย์ไว้กับส่วนกลาง
หลายทศวรรษที่ผ่านมาการรวมอำนาจที่ส่วนกลาง ได้เอื้อให้คนส่วนน้อยใช้อำนาจนั้นในการวางนโยบายและจัดการทรัพยากรเพื่อเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มของตัว โดยผลักภาระให้แก่คนระดับล่าง ซึ่งมักลงเอยด้วยการสูญเสียทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต จนต้องละทิ้งวิถีชีวิตดั้งเดิมของตน ขณะเดียวกันแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมที่ออกมาจากส่วนกลาง ยังทำให้ท้องถิ่นอ่อนแอลง ไม่สามารถจัดการตนเองแม้กระทั่งเรื่องพื้นฐาน ผลก็คือ นอกจากช่องว่างระหว่างผู้คนในสังคมจะถ่างกว้างขึ้นแล้ว ยังเกิดช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบท และระหว่างเมืองหลวง ฯ กับเมืองอื่น จนเป็นปัญหาเรื้อรังกระทั่งทุกวันนี้
ทางออกก็คือการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจรัฐ โดยให้กระจายสู่ท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นมีอำนาจในการจัดการชีวิตและชุมชนของตนได้ ประโยชน์ย่อมจะตกแก่คนในท้องถิ่นมากขึ้น ทำให้มีฐานะความเป็นอยู่ดีกว่าเดิม ขณะเดียวกันศักยภาพที่เพิ่มขึ้นจากการที่ต้องรับผิดชอบตนเอง จะช่วยให้ท้องถิ่นสามารถปกป้องตนเองจากกระแสโลกาภิวัตน์ได้มากขึ้น โดยเฉพาะในยามนี้ที่รัฐบาลมีอำนาจน้อยลงในการปกป้องประชาชนจากอิทธิพลข้ามชาติ (แม้จะยังมีอำนาจบังคับบัญชาประชาชนอยู่มากก็ตาม)
นี้เป็นประเด็นที่คณะกรรมการปฏิรูปซึ่งมีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานให้ความสำคัญมาก ดังได้เสนอให้มีการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจรัฐ โดยยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาค แล้วโอนอำนาจการบริหารจัดการตนเองไปให้ท้องถิ่นตั้งแต่ระดับจังหวัดลงไปจนถึงตำบล กล่าวคือให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นผู้จัดการทรัพยากรท้องถิ่น เป็นผู้จัดการศึกษา ดูแลรักษาความสงบพื้นฐาน และวางแผนพัฒนาเอง รวมทั้งมีอำนาจในการจัดระบบการคลังของตน เช่น การลงทุน การกู้ยืม การร่วมทุน ตลอดจนมีอำนาจในการจัดเก็บภาษีบางประเภท
นอกจากการโอนอำนาจการจัดการตนเองให้อปท. แล้ว รัฐยังต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมกับอปท.ในการบริหารจัดการตนเองด้วย ทั้งในด้านทรัพยากร ศิลปวัฒนธรรม การให้บริการสาธารณะ และการวางแผนพัฒนา อีกทั้งยังสามารถกำกับตรวจสอบอปท.ได้ด้วย ทั้งนี้เพื่อมิให้อำนาจที่กระจายจากส่วนกลาง มากระจุกอยู่ที่อปท. แต่ยังกระจายไปถึงประชาชนอย่างแท้จริง
การปฏิรูปตามแนวทางดังกล่าว จะช่วยให้ท้องถิ่นเข้มแข็งขึ้น ประชาชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้นเพราะได้รับประโยชน์จากทรัพยากรท้องถิ่นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย การศึกษาจะสอดคล้องกับความต้องการของชุมชนมากขึ้น แทนที่จะสนองนโยบายจากส่วนกลางอย่างที่เป็นอยู่ วัฒนธรรมซึ่งเคยถูกครอบงำจากส่วนกลาง จะฟื้นฟูและทำให้ประชาชนมีความภาคภูมิใจในตนเองมากขึ้น การพัฒนาท้องถิ่นจะตอบสนองประโยชน์ของท้องถิ่นเป็นหลัก
การให้อำนาจแก่ท้องถิ่นในการจัดการตนเอง ยังเป็นการเปิดพื้นที่ให้แก่ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ที่มีวัฒนธรรมและผลประโยชน์แตกต่างกันมาต่อรองและจัดสรรทรัพยากรร่วมกัน ซึ่งจะอำนวยให้เกิดความเป็นธรรมในท้องถิ่นมากขึ้น ขณะเดียวกันการใช้อิทธิพลจากภายนอกเพื่อแย่งชิงทรัพยากรท้องถิ่นก็จะลดลง ไม่ว่าจะเป็นอิทธิพลจากส่วนกลางหรือทุนขนาดใหญ่ก็ตาม วิธีนี้จะช่วยให้ท้องถิ่นต่าง ๆ สามารถรับมือกับกระแสโลกาภิวัตน์ได้มากขึ้น แทนที่จะถูกกระทำแต่ฝ่ายเดียว โดยอาศัยข้อตกลงที่ทำไว้กับส่วนกลาง หรืออาศัยอำนาจจากรัฐบาล อย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้
อำนาจเมื่อกระจายสู่ท้องถิ่น ย่อมก่อให้ความเปลี่ยนแปลงที่ส่วนกลาง จากเดิมที่เคยใช้อำนาจกับท้องถิ่น ก็จะเปลี่ยนมาเป็นการปรึกษาหารือหรือชักจูงโน้มน้าวแทน พร้อมกันนั้นก็ทำให้การเมืองระดับชาติที่มุ่งชิงอำนาจจากส่วนกลาง มีความเข้มข้นดุเดือดหรือเอาเป็นเอาตายน้อยลง เพราะอำนาจและผลประโยชน์ที่จะได้จากการเป็นรัฐบาลจะลดลง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)